ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,380
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เมื่ออัยการเคาะประตูบ้าน ชายวัย 105 ปีจึงได้รู้ว่า... ประวัติศาสตร์ไม่เคยให้อภัย

    การไต่สวนชายวัย 105 ปีชาวเยอรมันในข้อหา "สนับสนุนและเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด" ในการฆาตกรรมยุคค่ายกักกันนาซี กลายเป็นอีกหนึ่งหลักฐานสำคัญที่สะท้อนว่า ระบบยุติธรรมของเยอรมนีไม่เคยปล่อยให้ "อายุ" หรือ "กาลเวลา" มาเป็นข้ออ้างหลบเลี่ยงความผิดในอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

    จุดเปลี่ยนปี 2011: จาก "ผู้ลงมือ" สู่ "ฟันเฟืองในระบบ"

    ในอดีต การลงโทษ #อาชญากรนาซี จำเป็นต้องมีหลักฐานชัดเจนว่าจำเลย "เป็นผู้ลงมือสังหารด้วยตนเอง" แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2011 จากคดีของ จอห์น เดมยันยุก (John Demjanjuk) อดีตยามในค่ายกักกันโซบีบอร์ (Sobibor)

    บรรทัดฐานใหม่ทางกฎหมาย: ศาลตัดสินว่า ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าจำเลยยิงใครด้วยตนเอง เพียงแค่พิสูจน์ว่า "การมีอยู่ของเขาในตำแหน่งหน้าที่นั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จักรกลการสังหารเดินหน้าต่อไปได้" ก็ถือว่ามีความผิดฐานสนับสนุนการฆาตกรรม

    กรณีตัวอย่างการดำเนินคดีผู้รับใช้ระบอบนาซีในวัยชรา

    -Irmgard Furchner (จำคุก 2 ปี - รอลงอาญา): ถูกตัดสินโทษในปี 2022 ขณะอายุ 97 ปี จากบทบาทเลขานุการผู้บังคับการค่าย Stutthof ซึ่งศาลชี้ว่างานธุรการของเธอมีส่วนช่วยให้กระบวนการสังหารในค่ายดำเนินไปได้

    -Josef Schütz (จำคุก 5 ปี): ถูกตัดสินโทษในปี 2022 ขณะอายุ 101 ปี ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดในการสังหารผู้คนกว่า 3,500 คนขณะทำหน้าที่เป็นยามในค่าย Sachsenhausen ระหว่างปี 1942–1945

    -John Demjanjuk (จำคุก 5 ปี): ถูกตัดสินโทษในปี 2011 ขณะอายุ 91 ปี ในฐานะยามประจำค่าย Sobibor ซึ่งเปิดประตูทางกฎหมายให้ฝ่ายอัยการสามารถเอาผิดผู้ที่เป็น "ส่วนหนึ่งของระบบ" ได้ทั้งหมด

    ทำไมเยอรมนีถึงยังคงดำเนินคดีแม้จำเลยจะอายุกว่า 100 ปี?

    -ไม่มีอายุความ: กฎหมายอาญาของเยอรมนีในความผิดฐานฆาตกรรมและการสมรู้ร่วมคิดไม่มีอายุความ ไม่ว่าจะผ่านไปนานกี่สิบปีก็ตาม

    -หลักฐานเชิงระบบ (Archives): บันทึกตารางการทำงาน บันทึกเวรยาม และเอกสารธุรการในอดีต กลายเป็นห่วงโซ่หลักฐานแน่นหนาที่พิสูจน์ว่าจำเลยอยู่ในพื้นที่จริง
    -ฉันทามติทางสังคม: สังคมเยอรมันหล่อหลอมความเชื่อร่วมกันว่า "ความทรงจำต้องไม่ลืมเลือนไปตามกาลเวลา และความรับผิดชอบไม่สามารถหลุดพ้นได้เพียงเพราะความชรา"

    การสอบสวนชายวัย 105 ปีในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของบุคคลคนเดียว แต่คือพันธสัญญาทางประวัติศาสตร์ของประเทศเยอรมนีที่ยืนยันว่า ความโหดร้ายทารุณขั้นสูงสุด จะไม่มีวันลอยนวลไปตามกาลเวลา

    ในขณะที่ญี่ปุ่น "เลือกที่จะปฏิเสธความจริงทางประวัติศาสตร์" หรือพยายามปรับลดทอนความร้ายแรงของอาชญากรรมสงครามยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 (เช่น เหตุการณ์การสังหารหมู่ที่นานจิง เรื่องหญิงผู้ตกเป็นทาสทางเพศ หรือการโต้แย้งแบบเรียนประวัติศาสตร์) แม้ผู้นำญี่ปุ่นหลายคนเคยออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจหลายครั้งก็ตาม (เช่น แถลงการณ์มุรายามะ ปี 1995) แต่ปัญหาคือ ท่าทีเหล่านี้มักถูกขัดแย้งด้วยการกระทำเชิงสัญลักษณ์ของนักการเมืองฝ่ายขวา เช่น การเดินทางไปเคารพศาลเจ้ายาสุกุนิ (ที่วางป้ายวิญญาณของอาชญากรสงครามบางส่วน) หรือการแก้ไขเนื้อหาแบบเรียน ส่งผลให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีนและเกาหลีใต้เห็นว่าความตระหนักรู้และคำขอโทษของญี่ปุ่นขาดความจริงใจ

    #ChinaFocus #เยอรมัน #นาซี #ญี่ปุ่น
    https://www.facebook.com/share/p/1Bxm3jPBLa/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,380
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จีนประสบความสำเร็จในการทดสอบเรือบินผลิตไฟฟ้าจากลมชั้นสตราโตสเฟียร์ "S4000" ณ ระดับความสูง 4,000 เมตร
    FB_IMG_1790586548075.jpg FB_IMG_1790586549898.jpg
    จีนก้าวไปอีกขั้นในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดระดับสูง หลังประสบความสำเร็จในการทดสอบบินเต็มรูปแบบของ S4000 Stratosphere Airborne Wind Energy System (SAWES) ระบบกังหันลมลอยฟ้าขนาดระดับเมกะวัตต์ ณ ฐานทดสอบทางตอนเหนือของจีน ตามรายงานจาก CCTV News

    การทดสอบในครั้งนี้ทำให้ S4000 สามารถไต่ขึ้นไปถึงระดับความสูงปฏิบัติการ 4,000 เมตร (13,123 ฟุต) ซึ่งเป็นชั้นบรรยากาศที่มีกระแสลมแรงและสม่ำเสมอกว่าบนพื้นดินอย่างมหาศาล ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำพลังงานลมระดับความสูงมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และการส่งเข้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าหลัก (Power Grid)

    ไฮไลต์สำคัญของการทดสอบ S4000

    -ทดสอบกระบวนการบินครบวงจร: การทดสอบครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การไต่ระดับความสูง (Ascent), การลอยตัวรักษาระดับ (Station-keeping), การทดสอบผลิตและส่งกำลังไฟฟ้า (Electricity generation testing) ตลอดจนการลงจอดและกู้คืนระบบอย่างปลอดภัย (Controlled recovery)

    -เกณฑ์ผ่านมาตรฐานทั้งหมด: ตัวชี้วัดสำคัญของระบบทำงานได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด รองรับการใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมชั้นบรรยากาศสูงที่มีความซับซ้อน

    -อัปเกรดจากรุ่น S2000: S4000 ถูกพัฒนารูปแบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และออกแบบให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าหลัก (Mainstream power grids) ได้โดยตรง

    -อายุการใช้งานยาวนาน: ระบบถูกออกแบบให้มีอายุการใช้งาน (Service life) สูงสุดถึง 20 ปี เปิดโอกาสให้สามารถนำไปติดตั้งในพื้นที่ทุรกันดารหรือพื้นที่ที่กังหันลมแบบดั้งเดิมบนพื้นดินไม่สามารถเข้าถึงได้

    #ChinaFocus #เรือบินผลิตไฟฟ้า #กังหันลมลอยฟ้า

    https://www.facebook.com/share/p/18ehVF8dcD/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,380
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ถอดรหัสยุทธศาสตร์ “ถอยร่นสู่แนวเกาะชั้นที่สอง”: สัญญาณเปลี่ยนทิศทางในวอชิงตัน และความท้าทายใหม่ของดุลอำนาจจีน-สหรัฐฯ

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์จากคลังสมอง (Think Tank) ฝ่ายขวาของสหรัฐฯ อย่าง Defense Priorities (An Asia Second Island Chain Strategy) ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในแวดวงความมั่นคงระหว่างประเทศ สถาบันวิจัยแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก ตัวแทนหลักของสถาบันนี้จัดอยู่ในกลุ่ม MAGA (Make America Great Again) ที่ยึดมั่นในนโยบาย "อเมริกิต้องมาก่อน" (America First) และเป็นฐานเสียงสำคัญของสายอนุรักษนิยมในสหรัฐฯ

    ข้อเสนอเชิงรุกที่สร้างความตกตะลึงให้กับวงการความมั่นคงคือ "สหรัฐฯ ควรถอนกำลังออกจากแนวเกาะชั้นที่หนึ่ง (First Island Chain) แล้วถอยไปตั้งมั่น ณ แนวเกาะชั้นที่สอง (Second Island Chain)" พร้อมทั้งผลักดันให้พันธมิตรในภูมิภาครับภาระด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้น

    1. ยุทธศาสตร์ถอยร่น: ละทิ้งไต้หวันและโอกินาวา?

    สาระสำคัญของข้อเสนอนี้ตั้งอยู่บนการยอมรับความจริงทางทหารว่า "#กองทัพสหรัฐฯ ไม่สามารถเอาชนะจีนในพื้นที่แนวเกาะชั้นที่หนึ่งได้อีกต่อไป" เนื่องจากยุทธศาสตร์ต่อต้านการเข้าถึงและจำกัดการปฏิบัติการ(A2/AD) ของจีนพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์จากข้อเสนอนี้ครอบคลุม 3 ประเด็นหลัก:

    -ละทิ้งไต้หวันและพื้นที่หน้าด่าน: สหรัฐฯ อาจต้องเลิกนโยบายความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Ambiguity) แล้วประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงทางทหาร หากเกิดความขัดแย้งข้ามช่องแคบไต้หวัน

    -ถอนกำลังจากโอกินาวา: สหรัฐฯ อาจต้องถอนฐานทัพออกจากเกาะ #โอกินาวา ของ #ญี่ปุ่น ซึ่งเปรียบเสมือนหัวหอกสำคัญในตะวันออกไกล

    -ผลักภาระให้พันธมิตร: บังคับให้ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ ต้องเพิ่มงบประมาณและแบกรับความเสี่ยงในการต่อกรกับจีนด้วยตนเอง

    ความสำคัญของกระแสคิดนี้อยู่ที่ว่า กลุ่ม MAGA ไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่เป็นพลังทางการเมืองที่หยั่งรากลึกในสหรัฐฯ ซึ่งจะยังคงทรงอิทธิพลต่อไปในอนาคต

    2. ทฤษฎี 4 ขั้นตอน: สภาวะทางจิตวิทยาของสหรัฐฯ ต่อการผงาดของจีน

    หากพิจารณาผ่านมุมมองทางจิตวิทยาเมื่อต้องเผชิญกับความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สหรัฐฯ ได้ผ่านกระบวนการปรับตัวต่อการผงาดขึ้นของจีนมาตามลำดับดังนี้:

    -ขั้นปฏิเสธความจริง (Denial): สหรัฐฯ เริ่มตระหนักถึงการผงาดของจีนตั้งแต่ปี 2015 และเปลี่ยนนโยบายในปี 2017 โดยระบุให้จีนเป็น "#คู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์หลัก" พร้อมเริ่มกดดันในทุกมิติ ปัจจุบันระยะนี้ได้จบลงแล้ว

    -ขั้นโกรธเคือง (Anger): ปัจจุบันชาวอเมริกันจำนวนมากยังอยู่ในขั้นนี้ โดยการกล่าวโทษว่าจีนขโมยเทคโนโลยี และใช้วิธีการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม

    -ขั้นต่อรอง (Bargaining): กลุ่ม MAGA และคลังสมอง Defense Priorities ถือเป็นกลุ่มแรกในค่ายตะวันตกที่ก้าวเข้าสู่ขั้นนี้ โดยเริ่มยอมรับขีดจำกัดของตนเอง และพยายามเจรจาประนีประนอมเพื่อรักษาผลประโยชน์หลักในระยะยาว

    -ขั้นยอมรับความจริง (Acceptance): สภาวะสุดท้ายที่ต้องยอมรับดุลอำนาจใหม่ในอินโด-แปซิฟิก

    3. ปฏิกิริยาของฝ่ายต่างๆ และสถานการณ์ในญี่ปุ่น

    ในขณะที่แนวคิดถอยร่นยังไม่ใช่กระแสหลักในวอชิงตัน แต่กลุ่มประเทศพันธมิตรอย่างยุโรปและญี่ปุ่นกลับตื่นตัวช้ากว่า โดยส่วนใหญ่ยังคงติดอยู่ในขั้น "ปฏิเสธ" และ "โกรธเคือง"

    หากสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากแนวเกาะชั้นที่หนึ่งจริง แวดวงยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นจะได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม เริ่มมีนักคิดในญี่ปุ่นบางส่วนที่มองเห็นความจริงนี้ เช่น โยอิจิ มาสุโซเอะ (Yoichi Masuzoe) อดีตผู้ว่าราชการกรุงโตเกียวและนักวิชาการ ที่เสนอว่าญี่ปุ่นเป็นเพียงประเทศขนาดกลาง จึงควรรีบเปิดการเจรจาต่อรองกับจีนตั้งแต่เนิ่นๆ

    นอกจากนี้ นักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นบางส่วนยังเตือนว่า หากญี่ปุ่นยังคงเลือกเดินหน้าเผชิญหน้ากับจีน อาจต้องพบกับจุดจบประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอย "ศึกแม่น้ำเป็กกัง" (Battle of Baekgang หรือ Battle of Hakusukinoe) ในสมัยราชวงศ์ถัง หรือร้ายแรงกว่านั้นคือการสูญเสียความมั่นคงในดินแดนแม่ แม้แนวคิดนี้จะยังเป็นเสียงส่วนน้อยในญี่ปุ่นก็ตาม

    4. บทสรุปและสิ่งตัดสินในอนาคต

    ข้อเสนอของ Defense Priorities นับเป็นสัญญาณรอยร้าวเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าจับตา อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจีนและสังคมโลกต้องตั้งรับด้วยความสงบและระมัดระวัง เนื่องจากคนส่วนใหญ่ในสถาบันความมั่นคงสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในขั้น "โกรธเคือง" และพร้อมที่จะปิดล้อมจีนต่อไป

    เงื่อนไขสำคัญที่สุดที่จะตัดสินว่าสหรัฐฯ จะถอนกำลังออกจากแนวเกาะชั้นที่หนึ่งหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายงานของคลังสมอง แต่ขึ้นอยู่กับ "การพัฒนาศักยภาพภายในและเศรษฐกิจของจีนเอง"

    หากจีนสามารถรักษาอัตราการเติบโต ข้ามผ่านความท้าทายทางเศรษฐกิจ และก้าวหน้าในเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกอย่าง AI และเซมิคอนดักเตอร์ได้อย่างต่อเนื่อง ความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์จะบีบให้สหรัฐฯ ต้องถอยร่นไปสู่แนวเกาะชั้นที่สองในที่สุด แต่หากจีนเกิดปัญหาภายใน สหรัฐฯ ก็พร้อมที่จะกลับมาฟื้นฟูอิทธิพลในแนวหน้าทันที

    #ChinaFocus #จีน #สหรัฐ

    https://www.facebook.com/share/p/1CPvkwdBzt/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,380
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ญี่ปุ่นท้าทายเส้นแดง? เมื่อ "ข้อบัญญัติรัฐศัตรู" ใน UN กลายเป็นเป้าโจมตีของรัฐบาลขวาจัด

    เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2026 ณ ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทากาอิจิ (Sanae Takaichi) ได้สร้างกระแสความตกตะลึงด้วยการเรียกร้องอย่างโจ่งแจ้งให้ลบ "#ข้อบัญญัติว่าด้วยรัฐศัตรู" (Enemy State Clauses) ออกจากกฎบัตรสหประชาชาติ โดยอ้างเหตุผลเรื่อง "ศักดิ์ศรีแห่งชาติ" และ "ความยุติธรรมระหว่างประเทศ"

    สิ่งที่ดูเหมือนเป็นการต่อสู้เพื่อสิทธิทางการทูตของญี่ปุ่นนี้ แท้จริงแล้วคือการเผยถึงความทะเยอทะยานที่ชัดเจนที่สุดในรอบหลายทศวรรษของญี่ปุ่นว่า ทำไมญี่ปุ่นจึงกระหายที่จะลบข้อบัญญัตินี้ และมันหมายถึงอะไรต่อระเบียบโลกหลังสงคราม

    "ข้อบัญญัติรัฐศัตรู" คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ?

    ข้อบัญญัตินี้ (ปรากฏในมาตรา 53, 77 และ 107 ของ #กฎบัตรสหประชาชาติ) ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติต่อญี่ปุ่นโดยไม่มีเหตุผล แต่เป็น "กฎเหล็กขั้นสุดท้าย" ที่สถาปนาขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อล็อกตรึงพลังฟาสซิสต์และป้องกันการฟื้นคืนชีพของลัทธิทหาร ข้อบัญญัตินี้กำหนดข้อจำกัดเฉพาะต่อ 3 ประเทศผู้แพ้สงคราม ได้แก่ เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น

    ใจความสำคัญคือ หากประเทศเหล่านี้กล้าก่อสงครามรุกรานหรือขยายอำนาจอีกครั้ง มหาอำนาจแกนนำต่อต้านฟาสซิสต์สามารถดำเนินการยับยั้งด้วยกำลังทหารได้โดยตรง โดยไม่ต้องรอการอนุมัติจาก #คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อปกป้องเส้นแบ่งสันติภาพของโลกตั้งแต่ต้นตอ

    คำโบราณกล่าวว่า "คนไม่ทำผิด ย่อมไม่กลัวผีมาเคาะประตู" หากญี่ปุ่นสำนึกผิดต่อประวัติศาสตร์อย่างแท้จริงและยึดมั่นในสันติภาพ ข้อบัญญัตินี้ก็ไม่มีผลผูกพันในทางปฏิบัติต่อญี่ปุ่นเลยแม้แต่น้อย

    แรงจูงใจที่แท้จริง: ความกลัวและความทะเยอทะยาน

    เหตุผลเดียวที่ญี่ปุ่นกระวนกระวายและยืนกรานจะลบข้อบัญญัตินี้คือ พวกเขาเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจและพยายามอย่างบ้าคลั่งที่จะหลุดพ้นจากพันธนาการของระเบียบโลกหลังสงคราม

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฝ่ายขวาจัดของญี่ปุ่นพยายามทุกวิถีทางเพื่อล้างภาพลักษณ์การรุกราน ทั้งการแก้ไขตำราเรียน การปฏิเสธข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ และการลดทอนความรับผิดชอบใน #อาชญากรรมสงคราม แต่ไม่ว่าการโฆษณาชวนเชื่อจะสมบูรณ์แบบเพียงใด "ข้อบัญญัติรัฐศัตรู" ยังคงเป็น "หลักประจาน" ที่ตอกย้ำความผิดดั้งเดิมของญี่ปุ่นในฐานะประเทศผู้แพ้สงครามรุกราน

    ตราบใดที่ข้อบัญญัตินี้ยังอยู่ ญี่ปุ่นจะไม่มีวันหลุดพ้นจากป้ายกำกับ "ประเทศผู้แพ้สงคราม" และไม่มีวันบรรลุความฝันที่จะเป็น "มหาอำนาจทางทหารที่ปกติ" (Normal Military Power) ได้ นี่คือรากเหง้าของความแค้นและความหวาดระแวงที่ญี่ปุ่นมีต่อข้อบัญญัตินี้

    ความจริงเบื้องหลัง: จาก "ป้องกันตนเอง" สู่ "ยุทธศาสตร์เชิงรุก"

    ญี่ปุ่นรู้ดีว่าการแก้ไขกฎบัตรสหประชาชาตินั้นแทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เนื่องจากต้องได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกสมัชชาใหญ่ และต้องได้รับเสียงเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์จาก 5 สมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง (P5) ซึ่งรวมถึงจีนและรัสเซีย

    การที่ทากาอิจิยังคงผลักดันประเด็นนี้ในเวทีโลก ทั้งที่รู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ จึงเป็นกลยุทธ์ที่ชัดเจน การใช้เวทีระดับโลกเพื่อทดสอบเส้นแดงของนานาชาติ และปูทางภายในประเทศให้กับการขยายกำลังทหารอย่างบ้าคลั่ง

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้ฉีกหน้ากาก "การป้องกันตนเองโดยเด็ดขาด" (Exclusively Defense-Oriented Policy) ทิ้งอย่างสิ้นเชิง:

    -งบประมาณกลาโหมพุ่งสูง: ในปี 2026 งบกลาโหมของญี่ปุ่นพุ่งสูงถึง 3.5% ของ GDP ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    -อาวุธเชิงรุก: ญี่ปุ่นนำเข้าขีปนาวุธร่อน "ทอมอฮอว์ก" (Tomahawk) ของสหรัฐฯ จำนวนมาก พร้อมสรรพาวุธโจมตีร่วมขั้นสูง ซึ่งมีพิสัยทำการครอบคลุมภูมิภาคโดยรอบ แสดงถึงขีดความสามารถในการโจมตีระยะไกลและเชิงรุกอย่างสมบูรณ์

    -การพัฒนาอาวุธขั้นสูง: เร่งวิจัยขีปนาวุธภาคพื้นดินพิสัยกว่า 1,000 กิโลเมตร และอาวุธไฮเปอร์โซนิก พร้อมปรับปรุงฐานทัพบนหมู่เกาะทางตะวันตกเฉียงใต้และเรือพิฆาตอิจิส (Aegis) อย่างหนาแน่น สร้างระบบการโจมตีทางทหารระยะไกลที่สมบูรณ์แบบ

    การเมืองภายใน: ขวาจัดครองเมือง

    สิ่งที่อันตรายยิ่งขึ้นคือการปรับคณะรัฐมนตรีของทากาอิจิ ซึ่งนำไปสู่การปรับโครงสร้างอำนาจครั้งใหม่ในวงการการเมืองญี่ปุ่น การที่ พรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (Nippon Ishin no Kai) ซึ่งเป็นพรรคขวาจัด ได้เข้าร่วมในคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก ทำให้ความทะเยอทะยานในการขยายอำนาจของฝ่ายขวาญี่ปุ่นยิ่งไร้ขีดจำกัด

    สัญญาณเตือนภัยที่ต้องจับตา

    การอาศัยระเบียบสันติภาพหลังสงครามเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจมาหลายสิบปี จนปีกกล้าขาแข็งแล้วหันกลับมาปฏิเสธประวัติศาสตร์ ล้มล้างกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ และวางแผนขยายอำนาจ นี่คือโฉมหน้าแท้จริงของญี่ปุ่นในปัจจุบัน

    การทดสอบเส้นแดงของทากาอิจิที่สหประชาชาติ เป็นเครื่องยืนยันที่ชัดเจนถึงความทะเยอทะยานในการฟื้นคืนชีพของลัทธิทหารญี่ปุ่น การผสมผสานระหว่างการ "#ฟอกขาวประวัติศาสตร์" ในด้านวาทกรรม กับการ "ลับคมดาบเตรียมทำสงคราม" ในด้านทหาร กำลังเผยให้เห็น "เขี้ยวเล็บ" ของลัทธิทหารอย่างชัดเจน

    สำหรับผู้ที่รักสันติภาพทั่วโลก นี่คือช่วงเวลาที่ต้องตื่นตัวและจับตามองการพัฒนาของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิดที่สุด เพราะประวัติศาสตร์ได้สอนเราว่า “ไฟสงครามมักเริ่มต้นจากการทดสอบเส้นแดงที่ไม่มีใครกล้าขัดขวาง”

    #ChinaFocus

    https://www.facebook.com/share/p/1ByBYGcve3/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,380
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อังกฤษอาจต้องใช้กฏ
    “จำกัดปริมาณซื้อน้ำมันต่อคน”

    หลังราคาดีเซลพุ่งไม่หยุด และ
    สต็อกสำรองเหลือเพียง "42 วัน"

    จับตาอังกฤษ ! แผน “จำกัดการซื้อน้ำมัน” ถูกหยิบมาจับตาอีกครั้ง หลังราคาดีเซลพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่
    .
    อังกฤษกำลังเผชิญแรงกดดันด้านพลังงาน หลังราคาดีเซลเฉลี่ยทั่วประเทศพุ่งขึ้นแตะประมาณ 199.11 เพนนีต่อลิตร ทำลายสถิติเดิมในปี 2022 ที่เกิดขึ้นหลังสงครามรัสเซีย–ยูเครน PetrolPrices
    .
    ท่ามกลางราคาที่พุ่งขึ้น มีรายงานพูดถึง National Emergency Plan for Fuel ของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งมีมาตรการฉุกเฉินที่สามารถนำมาใช้ได้ หากประเทศเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง
    .
    หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ Maximum Purchase Scheme ที่รัฐบาลสามารถจำกัดปริมาณน้ำมันที่ประชาชนซื้อได้ต่อครั้ง รวมถึงจำกัดช่วงเวลาจำหน่ายน้ำมัน เพื่อกระจายเชื้อเพลิงให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น GOV.UK
    .
    นอกจากนี้ แผนฉุกเฉินยังเปิดทางให้ สถานีบริการบางแห่งจัดลำดับความสำคัญแก่รถฉุกเฉินและบริการสำคัญ รวมถึงสั่งให้ผู้จำหน่ายส่งเชื้อเพลิงไปยังสาธารณูปโภค ระบบขนส่งสาธารณะ และจัดสรรดีเซลให้ภาคขนส่งที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อาหารและสาธารณสุขก่อน GOV.UK
    .
    อีกประเด็นที่กำลังถูกจับตาคือข้อมูลที่ระบุว่า ในเดือนกรกฎาคม อังกฤษมี Emergency Diesel Import Stocks เทียบเท่าประมาณ 42 วัน แต่ตัวเลขนี้ไม่ควรถูกตีความว่า “อังกฤษเหลือน้ำมันใช้เพียง 42 วัน” เพราะเป็นตัวชี้วัดสต็อกฉุกเฉินเทียบกับการนำเข้า ไม่ใช่การนับถอยหลังจนดีเซลหมดประเทศ City AM
    .
    สำหรับกระแสเรื่องการลดความเร็วบนถนนเหลือ 50 mph มีรายงานว่าเป็นหนึ่งในแนวทางลดการใช้น้ำมันที่ถูกพูดถึงในบริบทแผนฉุกเฉิน แต่ ยังไม่มีการประกาศใช้มาตรการจำกัดความเร็วทั่วประเทศในขณะนี้ โดยข้อจำกัดความเร็วปกติบนมอเตอร์เวย์สำหรับรถยนต์ทั่วไปยังอยู่ที่ 70 mph

    https://www.facebook.com/share/1JDX11bvoZ/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,380
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "วิกฤตน้ำมัน" กระจายตัว
    ไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

    ออสเตรเลียผู้นำเข้าน้ำมันดีเซล 10% ของการนำเข้าทางทะเลทั่วโลก อาจเผชิญวิกฤตน้ำมันขาดแคลน หากสหรัฐตัดสินใจจำกัดการส่งออก

    จับตาออสเตรเลีย ! นักวิเคราะห์เตือน “ดีเซลอาจต้องปันส่วนภายในไม่กี่สัปดาห์” และราคาอาจทะลุ 4 ดอลลาร์ออสเตรเลีย/ลิตร หากสหรัฐฯ จำกัดการส่งออก
    .
    วิกฤติดีเซลโลกกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจ หลัง Saul Kavonic หัวหน้าฝ่ายวิจัยพลังงานของ MST Marquee เตือนว่า ออสเตรเลียอาจต้องเข้าสู่มาตรการปันส่วนดีเซลภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ และราคาอาจพุ่งขึ้นมากกว่า A$4 ต่อลิตร หากสหรัฐฯ เดินหน้าจำกัดหรือห้ามส่งออกดีเซลจริง ABC News
    .
    สาเหตุที่ออสเตรเลียเปราะบางเป็นพิเศษ เพราะประเทศพึ่งพาดีเซลนำเข้าสูงมาก โดย Kavonic ระบุว่า ออสเตรเลียเป็น ผู้นำเข้าดีเซลรายใหญ่ที่สุดของโลกในเชิงปริมาณ แม้มีความต้องการเชื้อเพลิงเพียงประมาณ 1% ของโลก แต่คิดเป็นราว 10% ของการนำเข้าดีเซลทางทะเลทั่วโลก ABC News
    .
    ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะเศรษฐกิจออสเตรเลียพึ่งพา ภาคเหมืองแร่ เกษตรกรรม และการขนส่ง ซึ่งใช้ดีเซลจำนวนมาก หาก Supply ตึงตัวและราคาพุ่งขึ้น ต้นทุนจึงสามารถส่งผ่านไปยังสินค้า อาหาร และภาคธุรกิจอื่นได้อย่างรวดเร็ว
    .
    ประเด็นที่ตลาดกำลังจับตาคือสหรัฐฯ ซึ่งส่งออกดีเซลประมาณ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 1 ใน 4 ของกำลังการกลั่นของประเทศ โดยรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ของการจำกัดการส่งออก ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาดีเซลในประเทศที่สูงขึ้น ABC News
    .
    สถานการณ์ Supply โลกก็เปราะบางอยู่แล้ว โดย Reuters รายงานว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสงครามรัสเซีย–ยูเครนกระทบกำลังการกลั่น ขณะที่รัสเซียจำกัดการส่งออกดีเซล และจีนเคยลดการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันลงอย่างมาก แม้การส่งออกดีเซลของจีนจะฟื้นตัวบางส่วนในเดือนสิงหาคม Reuters
    .
    หากสถานการณ์เลวร้ายลง Kavonic มองว่าออสเตรเลียอาจต้องยกระดับ National Fuel Security Plan จากระดับ 2 ไปสู่ระดับ 3–4 ซึ่งระดับ 3 เน้นมาตรการลดความต้องการใช้น้ำมัน ส่วนระดับ 4 สามารถจัดลำดับความสำคัญและกำกับการกระจายเชื้อเพลิงเพื่อปกป้องบริการที่จำเป็นของประเทศได้

    https://www.facebook.com/share/p/1CJRGPiBPz/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,380
    ค่าพลัง:
    +97,153
    [BREAKING]
    ทองคำ+แร่เงิน ร่วงแรง

    ทองคำ ร่วง -2%
    แร่เงิน ร่วง -4%

    มูลค่าตลาดหายไปรวม
    "5 แสนล้านดอลลาร์"
    อย่างรวดเร็วเช้านี้



    ราคาทอง Spot หลุดลงมาแถว $4,230–4,250 ขณะที่ Silver ร่วงแรงกว่า ตลาดกำลังเผชิญแรงขายจากดอลลาร์แข็ง Bond Yield สูง และความกังวลว่า Fed อาจต้องคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่เคยคาด
    ตลาดโลหะมีค่าเผชิญแรงขายหนัก โดยโพสต์ที่กำลัง Viral บน X ระบุว่า มูลค่าตลาดของ Gold และ Silver หายไปรวมมากกว่า $550,000 ล้าน หรือประมาณ 17 ล้านล้านบาท ภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง

    จากภาพที่แชร์กัน ทองคำร่วงประมาณ -1.55% คิดเป็นมูลค่าตลาดที่ลดลงราว $470,000 ล้าน ส่วน Silver ร่วงประมาณ -2.75% หรือราว $101,000 ล้าน อย่างไรก็ตาม ตัวเลข “Market Cap หายไป $550B” เป็นการคำนวณเชิงประมาณจากมูลค่าทองและเงินทั้งหมด ไม่ใช่เงินสด $550B ที่ไหลออกจากตลาดจริง

    ข้อมูลราคาล่าสุดยืนยันว่าทองกำลังถูกขายจริง โดย XAU/USD เคลื่อนไหวลงมาใกล้ $4,230–4,250/oz ในวันที่ 28 กันยายน หลังจากปิดวันที่ 25 กันยายนแถว $4,287 ขณะที่ก่อนหน้านี้ Reuters รายงานว่าทองถูกกดดันจาก Dollar ที่แข็งขึ้นและความคาดหวังว่า Fed อาจดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป Investing.com Canada

    กลไกสำคัญคือ Bond Yield สูง → ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองสูงขึ้น → Dollar แข็ง → Gold/Silver ถูกกดดัน

    และครั้งนี้ Silver มีความผันผวนมากกว่าทอง เพราะนอกจากเป็น Precious Metal แล้ว ยังมี Demand จากภาคอุตสาหกรรม ทำให้ Sensitive ต่อทั้งดอกเบี้ย Dollar และความกังวลด้านเศรษฐกิจ

    สำหรับไทย ผลกระทบเห็นชัดเช่นกัน โดยเช้าวันที่ 28 กันยายน ราคาทองคำในประเทศเปิดตลาดลดลง 850 บาท ทองคำแท่ง 96.5% ขายออกอยู่ที่ประมาณ 67,000 บาทต่อบาททองคำ

    https://www.facebook.com/share/p/19YFgoawhx/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,380
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อินเดียสั่งโรงไฟฟ้าถ่านหิน 112 แห่งเดินเต็มกำลัง 1 ต.ค.-สิ้นปี รับดีมานด์ไฟฟ้าพุ่ง

    อินเดียกำลังส่งสัญญาณว่าพลังงานไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่เป็นเงื่อนไขให้โรงงานเดินต่อได้ รัฐบาลสั่งโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อใช้เอง 112 แห่งที่มีกำลังผลิตอย่างน้อย 50 เมกะวัตต์ ให้เดินเครื่องเต็มศักยภาพตั้งแต่ 1 ตุลาคมถึงสิ้นปี เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น

    คำสั่งอาศัยอำนาจฉุกเฉินตามกฎหมายไฟฟ้า และครอบคลุมกิจการของบริษัทอย่าง Vedanta, Tata Steel, Hindalco, JSW Steel, UltraTech, Reliance และ Indian Oil โรงไฟฟ้าต้องรายงานการผลิต การใช้เอง การขายไฟ กำลังพร้อมใช้ และสต็อกถ่านหินต่อหน่วยงานกลางทุกสัปดาห์ การสั่งให้ขายไฟส่วนเกินผ่านตลาดไฟฟ้าสะท้อนว่ารัฐต้องการดึงกำลังผลิตจากอุตสาหกรรมมาเสริมระบบ

    นี่ไม่ใช่ข่าวว่าการขาดแคลนไฟฟ้าเกิดขึ้นแล้วทั่วประเทศ แต่เป็นการใช้เครื่องมือพิเศษเพื่อกันความเสี่ยงก่อนถึงช่วงความต้องการสูง สำหรับผู้ลงทุนในภูมิภาค ข้อความที่ชัดคือฐานผลิตขนาดใหญ่ต้องแข่งขันกันทั้งค่าแรงและค่าไฟ ถ้าไฟไม่มั่นคง ความได้เปรียบด้านโรงงานก็ลดลงทันที

    ไทยเองกำลังขายตัวเป็นฐานดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมใหม่ ข่าวจากอินเดียจึงเป็น reminder ว่าแผนดึงทุนจะน่าเชื่อถือได้ ต้องตอบคำถามเรื่องไฟฟ้าราคา เสถียรภาพ และโครงข่ายได้ก่อนคำถามเรื่องสิทธิประโยชน์

    #อินเดีย #ไฟฟ้า #ถ่านหิน #อุตสาหกรรม #พลังงาน

    https://www.facebook.com/share/p/19FqbrvpVv/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,380
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ธอส.ออก 7 มาตรการน้ำท่วม พักดอกเบี้ย 0% สูงสุด 6 เดือน และกู้ซ่อมบ้านได้ 3 แสนบาท

    น้ำท่วมไม่ใช่แค่ค่าเสียหายที่มองเห็นจากพื้นบ้านหรือรถยนต์ สำหรับครัวเรือนที่มีสินเชื่อบ้าน มันคือช่วงที่รายได้ การเดินทาง และภาระผ่อนมากระแทกพร้อมกัน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ประกาศ 7 มาตรการช่วยลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ โดยมีการพักชำระหนี้และคิดดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 6 เดือนสำหรับบ้านที่เสียหายรุนแรง

    มาตรการยังเปิดสินเชื่อซ่อมแซมสูงสุด 300,000 บาท และสินเชื่อทดแทนหรือปลูกสร้างใหม่สูงสุด 2 ล้านบาท อัตรา MRR ที่อ้างในประกาศอยู่ที่ 6.145% ต่อปี นอกจากนี้ยังมีช่องทางเร่งรัดค่าสินไหมสูงสุด 20,000 บาท และความคุ้มครองภัยธรรมชาติสูงสุด 30,000 บาทต่อปีสำหรับกรมธรรม์ที่เข้าเงื่อนไข ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพดานและมีเงื่อนไข ไม่ใช่สิทธิอัตโนมัติของลูกค้าทุกราย

    มุมที่ต้องมองให้ลึกกว่าคำว่าเยียวยา คือภาระซ่อมบ้านมักมาหลังรายได้สะดุด การพักดอกเบี้ยช่วยซื้อเวลา แต่ไม่ได้ล้างเงินต้น และการกู้ซ่อมเพิ่มคือภาระในอนาคตหากไม่มีรายได้รองรับ คนมีบ้านจึงควรตรวจทั้งสถานะสินเชื่อ กรมธรรม์ เอกสารความเสียหาย และเงื่อนไขสาขาให้ครบก่อนตัดสินใจ

    สำหรับตลาดบ้าน มาตรการแบบนี้ช่วยลดโอกาสที่ปัญหาภัยพิบัติจะกลายเป็นหนี้เสียเป็นวงกว้าง แต่บททดสอบจริงอยู่ที่ความเร็วในการเข้าถึงลูกค้า เพราะบ้านที่ปล่อยให้ชื้นนานมีต้นทุนซ่อมสูงขึ้นทุกวัน

    #ธอส #น้ำท่วม #สินเชื่อบ้าน #อสังหาริมทรัพย์ #การเงิน

    https://www.facebook.com/share/p/1ERxDXFkxy/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,380
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ‘น้ำท่วม’ ทุบกำลังซื้อไตรมาส4 ผู้บริโภคดึงเงินเก็บ 'ซ่อมบ้าน-รถ'
    .
    ฝนถล่มกรุงเทพต่อเนื่อง กระทบเศรษฐกิจเมืองหลวงประเทศไทย ภาคธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าจำเป็น นักการตลาด ประสานเสียงกำลังซื้ออ่วมระยะสั้น รายจ่ายพุ่ง เหตุเงินเก็บถูกดึงมาใช้ซ่อมบ้าน-รถ หวังไฮซีซันปลุกมู้ด ผู้ประกอบการประสานเสียง “ลดราคา-ยืดผ่อนสินค้า” เอื้อการเข้าถึงต่อชีวิตช่วงวิกฤติ
    .
    นายอำนาจ สิงหจันทร์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ เบื้องต้นประเมินผลกระทบต่อประชาชนบ้านเรือน รถเสียหาย รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้าย ยกหนีน้ำได้ เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็กมักไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
    .
    ใช้เงินเก็บอนาคตซ่อมบ้าน-รถ ฉุดกำลังซื้อ
    .
    ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะบ้านและรถถูกน้ำท่วม จะส่งผลให้ต้องนำเงินเก็บสำหรับใช้อนาคตถูกดึงออกมาใช้ก่อน เพื่อซ่อมแซมบ้าน รถ ถือเป็นการโยกเงิน ปัจจัยนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อในไตรมาส 4
    .
    เมื่อเจาะจงตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า อาจเป็นสินค้ากลุ่มต้นๆที่ผู้บริโภคจะต้องซื้อ หลังน้ำลด โดยเฉพาะตู้เย็น สำคัญต่อการดำรงชีพใช้เก็บยืดอายุอาหารของสดต่างๆ ส่วนสินค้าหมวดเพื่อความบันเทิง เช่น ทีวี เป็นปัจจัยรองในการใช้ชีวิต
    .
    “เวลาน้ำท่วม แล้วน้ำลด สิ่งที่ผู้บริโภคจะใช้เงินด้วยก่อนคือซ่อมบ้าน ซ่อมรถ ซึ่งเป็นเงินสดเท่านั้น ผ่อนค่าซ่อมบ้านกับช่างไม่ได้ ตามด้วยการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าจำเป็น ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียหาย และจำเป็นต้องใช้อย่างตู้เย็น เครื่องซักผ้า ไตรมาส 4 จะเห็นการชิปหรือย้ายเงิน”
    .
    ก่อนเกิดน้ำท่วม แอลจี ประเมินตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในไตรมาส 4 จะเติบโตราว 10% เพราะมีปัจจัยบวกจากไฮซีซัน การทำโปรโมชันของแบรนด์ต่างๆ กระตุ้นยอดขาย แต่เมื่อมีปัจจัยที่ไม่คาดคิด จะส่งผลต่อตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าโค้งสุดท้าย 2 มิติ คือ 1.เครื่องใช้ไฟฟ้าเสียเป็นตัวเร่งให้ซื้อสินค้าเร็วขึ้น 2.ผู้บริโภคที่วางแผนจะซื้อสินค้า อาจซื้อเร็วกว่าเดิมเพราะความจำเป็น
    .
    “เดิมมองตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าไตรมาส 4 จะเติบโต 10% จากภาวะสงครามที่ใกล้จะยุติ ไฮซีซันด้านการท่องเที่ยว แต่เมื่อเกิดน้ำท่วม คาดว่าจะมีดีมานด์จากความจำเป็น จากผู้บริโภควางแผนซื้อสินค้าปลายปี อาจเร่งซื้อ ทำให้ตลาดเติบโตได้”
    .
    .
    อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/business/1253833
    .
    .
    #กรุงเทพธุรกิจ #InsightforOpportunities #กรุงเทพธุรกิจBusiness

    https://www.facebook.com/share/1CTuGX6Nax/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,380
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ราคาน้ำมันพุ่ง 2% หลังการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านชะงัก

    โดยสัญญาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้น 2.5% มาอยู่ที่ 106.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI เพิ่มขึ้น 2.3% มาอยู่ที่ 94.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    แรงกดดันต่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นหลังประธานาธิบดี Donald Trump ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านที่จะยุติความขัดแย้งและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

    คาดว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะกลับมาเจรจากันอีกครั้งในสัปดาห์นี้ ขณะที่การโจมตีของกลุ่ม Houthi ต่อซาอุดีอาระเบียเพิ่มความเสี่ยงต่อสถานการณ์ในภูมิภาค

    แม้ว่าการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางจะเริ่มฟื้นตัว แต่บรรดานักวิเคราะห์ระบุว่าตลาดน้ำมันยังคงอยู่ในภาวะขาดแคลนอุปทาน ซึ่งยังเป็นปัจจัยที่สร้างแรงกดดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น

    https://www.facebook.com/share/18PEEknDPz/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,380
    ค่าพลัง:
    +97,153
    น้ำท่วม กทม.ซ้ำเติมเศรษฐกิจ เสียหายหมื่นล้าน ภาคธุรกิจตั้งรับไม่ทัน
    .
    สถานการณ์ฝนตกต่อเนื่องในวันที่ 24-26 ก.ย.2569 โดยมีลักษณะของกลุ่มเมฆฝนที่หมุนวนและแช่ตัวอยู่กับที่ ซึ่งทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่บริเวณกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งเกิดปัญหาเกินศักยภาพระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร
    .
    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบปัญหาน้ำท่วมใน 21 จังหวัด คาดว่าส่งผลให้การเดินทางของประชาชนลดลง
    .
    รวมทั้งส่งให้มูลค่าการจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจช่วงที่ 25-27 ก.ย.2569 ลดลง และห้างบางแห่งในกรุงเทพฯ เจอน้ำท่วมทำให้ยอดขายลดลง ขณะที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอาจได้รับผลกระทบปริมาณการขาย
    .
    “ความเสียหายที่กระทบเศรษฐกิจไทยระยะสั้น 3 วัน จะกระทบเศรษฐกิจภาพรวมทั้งประเทศเสียหาย 1 หมื่นล้านบาท ฉุดจีดีพีลดลงเพียง 0.05% ไม่กระทบเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากคาดว่าเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอาจเกิดปัญหาระยะสั้นเพียง 3 วัน แต่ในต่างจังหวัดอาจเกิดปัญหานานกว่าราว 3-7 วัน ”นายธนวรรธน์ กล่าว
    .
    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การประเมินผลกระทบเศรษฐกิจจากสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นหากท่วมขังเพียง 2-3 วัน บางพื้นที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจรวมอยู่วงจำกัด แต่มีหลายส่วนต้องติดตาม โดยเฉพาะการบริโภค การท่องเที่ยว ภาคก่อสร้างและผลกระทบต่อความเชื่อมั่น
    .
    1. ด้านการบริโภค ช่วงแรกประชาชนจะชะลอซื้อสินค้าขนาดใหญ่และหันไปใช้จ่ายอาหารและของจำเป็นมากขึ้น ขณะที่หลังน้ำลดอาจมีการใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซมสิ่งของที่ได้รับความเสียหาย
    .
    ทั้งนี้กำลังซื้อและความเชื่อมั่นที่ลดลงอาจทำให้ประชาชนไม่เพิ่มการใช้จ่ายมากนัก อีกทั้งปัญหาด้านการขนส่งยังเป็นข้อจำกัด เพราะแม้มีเงิน แต่หากการขนส่งมีปัญหาก็ไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามปกติ
    .
    2. การท่องเที่ยว ข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมอาจทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติลดการเดินทางในช่วงนี้ แต่ไม่น่าจะยกเลิกทั้งหมด โดยอาจปรับแผนการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ ภูเก็ตหรือพื้นที่อื่นแทน ซึ่งจะกระทบธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และค้าปลีกในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
    .
    3. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จะรับผลกระทบมากขึ้นและเป็นการซ้ำเติมกำลังซื้ออ่อนแออยู่แล้ว โดยเฉพาะความต้องการบ้านเดี่ยวนอกเมืองที่อาจได้รับผลกระทบจากความกังวลทำเลและความเสี่ยงน้ำท่วม ขณะที่คอนโดมิเนียมในเมืองไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากไปกว่าสถานการณ์เดิม และอาจเป็นจังหวะที่คนบางส่วนหันมาหาคอนโดมิเนียมเช่าในเมืองมากขึ้น
    .
    .
    อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/economics/1253812
    .
    .
    #กรุงเทพธุรกิจ #InsightforOpportunities #กรุงเทพธุรกิจEconomic
    https://www.facebook.com/share/p/1AkjynWQVt/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,380
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หากน้ำลดแล้ว อย่าเพิ่งเปิดบ้าน เจาะ 5 ระบบอาคารที่ต้องเช็กก่อนกลับเข้าใช้
    .
    เมื่อน้ำลด ความเสียหายที่มองเห็นอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหา ตั้งแต่ฐานรากที่อาจถูกกัดเซาะ ผนังที่ยังอมความชื้น ไปจนถึงระบบไฟฟ้าที่ภายนอกดูแห้ง แต่ภายในอาจยังมีความเสี่ยง เปิดคำแนะนำวิศวกร ตรวจ 5 ระบบสำคัญ ก่อนอาคารกลับมารับคนอีกครั้ง น้ำอาจถอยกลับจากถนนและบ้านเรือน แต่ไม่ได้หมายความว่าอาคารจะกลับมา “ปลอดภัย” ในทันที หลังเหตุการณ์น้ำท่วมคลี่คลายและระดับน้ำเริ่มลดลง สิ่งที่เจ้าของอาคารต้องรับมือจึงไม่ใช่เพียงการกวาดโคลน ล้างคราบน้ำ หรือเร่งเก็บข้าวของ แต่คือการตรวจสอบความเสียหายที่อาจซ่อนอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของอาคาร
    .
    ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า ความเสียหายจากน้ำท่วมไม่ได้เกิดขึ้นในระดับเดียวกันทั้งหมด แต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งระดับน้ำ ระยะเวลาที่อาคารถูกน้ำท่วม ลักษณะการไหลของน้ำ รวมถึงชนิดของวัสดุและอุปกรณ์ที่อยู่ภายในอาคาร
    ก่อนจะเปิดประตูรับสมาชิกในบ้าน พนักงาน หรือลูกค้ากลับเข้าไป จึงควรไล่ตรวจอย่างน้อย 5 ระบบสำคัญ ตั้งแต่ “โครงสร้าง” ไปจนถึง “สุขาภิบาล” เพราะบางความเสียหายเห็นได้ชัด ขณะที่บางความเสี่ยงอาจซ่อนอยู่หลังผนัง ใต้พื้น หรือภายในอุปกรณ์ที่ยังดูเหมือนใช้งานได้
    .
    1. โครงสร้าง — น้ำอาจลด แต่ฐานรากต้องไม่ถูกมองข้าม
    .
    สำหรับอาคารในพื้นที่ภาคกลางซึ่งโดยมากเป็นพื้นที่ราบ น้ำท่วมมักมีลักษณะเอ่อท่วมมากกว่าน้ำป่าไหลหลาก ทำให้แรงกระแทกจากกระแสน้ำต่อโครงสร้างโดยทั่วไปอาจไม่รุนแรงนักแต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ “ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตัวอาคาร” สำรวจรอยแตกร้าวที่ผิดปกติ การทรุดตัวหรือเอียงของอาคาร การบิดงอและการเสียรูปของส่วนโครงสร้าง รวมถึงสภาพดินโดยรอบฐานราก โดยเฉพาะจุดที่น้ำอาจกัดเซาะจนดินใต้หรือรอบฐานรากสูญหาย หากพบฐานรากโผล่ ดินถูกชะล้าง อาคารทรุด หรือมีอาการเอียงผิดปกติ อย่าเพิ่งสรุปว่าเป็นเพียงผลจากน้ำลดแล้วหายไปพร้อมกัน เพราะนี่คือกรณีที่ควรให้วิศวกรเข้าตรวจสอบก่อนนำอาคารกลับมาใช้งาน
    .
    2. สถาปัตยกรรม — ผนังแห้งไม่เท่ากับความชื้นหาย
    .
    ประตู หน้าต่าง วงกบ พื้นไม้ สี วอลเปเปอร์ รวมถึงวัสดุตกแต่งบางชนิด เป็นกลุ่มที่น้ำท่วมสร้างความเสียหายได้ง่าย เพราะสามารถดูดซึมน้ำจนเกิดอาการบวม โก่ง หรือหลุดร่อน จุดสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การทำให้ “ดูสะอาด” เท่านั้น แต่ต้องทำให้วัสดุแห้งอย่างแท้จริงโดยเฉพาะก่อนทาสีใหม่หรือติดวอลเปเปอร์ ต้องแน่ใจว่าผนังและวัสดุเดิมไม่มีความชื้นสะสม
    .
    เพราะหากรีบปิดทับ ความชื้นที่หลงเหลืออยู่ภายในอาจนำไปสู่เชื้อรา สีพอง หรือวัสดุหลุดร่อนในภายหลัง ส่วนกระเบื้อง แกรนิต หินอ่อน และหินขัด แม้จะทนน้ำได้ดีกว่าวัสดุประเภทไม้หรือยิปซัม แต่ก็ไม่ควรมองข้ามการตรวจหารอยแตกร้าว การหลุดล่อน โพรงใต้กระเบื้อง คราบสกปรก และความเสียหายของวัสดุประสาน
    .
    3. ไฟฟ้า — ระบบที่ “ดูแห้ง” ก็ยังอันตรายได้
    .
    บรรดา 5 ระบบ ระบบไฟฟ้า คือส่วนที่ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นพิเศษ น้ำและความชื้น โดยเฉพาะน้ำท่วมที่อาจมีโคลน สิ่งสกปรก หรือสารปนเปื้อน สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อกระแสไฟรั่ว ไฟดูด และไฟฟ้าลัดวงจรได้ อุปกรณ์ที่เคยจมน้ำหรือสัมผัสน้ำ เช่น สายไฟ ปลั๊ก สวิตช์ เต้ารับ ตู้ไฟ เบรกเกอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า
    .
    จึงไม่ควรถูกตัดสินจากเพียงสภาพภายนอกว่า “แห้งแล้วน่าจะใช้ได้” การรีบจ่ายไฟเพื่อทดลองใช้งานอาจกลายเป็นความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น หากไม่แน่ใจ ไม่ควรซ่อมหรือเปิดระบบด้วยตนเอง ควรให้ช่างไฟฟ้า วิศวกรไฟฟ้า หรือหน่วยงานการไฟฟ้าเข้าตรวจสอบก่อน เพราะในระบบไฟฟ้า ความเสียหายบางอย่างอาจไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนด้วยสายตา
    .
    4. เครื่องกล — เครื่องจักรหยุดเพราะน้ำ แต่ความเสียหายอาจเริ่มหลังน้ำลด
    .
    เครื่องปรับอากาศ มอเตอร์ พัดลม ปั๊มน้ำ และอุปกรณ์ระบบเครื่องกลอื่น ๆ ล้วนมีโอกาสได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ติดตั้งในพื้นที่ต่ำหรืออยู่นอกอาคารหลังน้ำลดจึงไม่ควรรีบเปิดเครื่องเพียงเพราะระดับน้ำพ้นอุปกรณ์แล้ว ควรทำความสะอาด ทำให้อุปกรณ์แห้ง และตรวจสอบสภาพก่อนใช้งาน หากเป็นอุปกรณ์ที่มีระบบไฟฟ้าและกลไกภายในซับซ้อน หรือไม่แน่ใจว่าน้ำเข้าไปถึงส่วนใด ควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบก่อนเปิดใช้งาน
    .
    5. สุขาภิบาล — น้ำที่ไหลกลับมา ต้องมั่นใจว่าไม่พาสิ่งปนเปื้อนกลับมาด้วย
    .
    อีกระบบที่อาจถูกมองข้ามหลังน้ำลดคือระบบสุขาภิบาล ทั้งท่อระบายน้ำ บ่อพัก และท่อสุขาภิบาล ซึ่งอาจมีโคลน เศษวัสดุ หรือสิ่งสกปรกตกค้างจนเกิดการอุดตันขณะเดียวกัน ระบบน้ำประปาก็ต้องตรวจสอบตั้งแต่ท่อ วาล์ว ปั๊มน้ำ ไปจนถึงถังเก็บน้ำ
    .
    หากถังเก็บน้ำหรือระบบประปามีโอกาสสัมผัสน้ำท่วมที่อาจมีการปนเปื้อน ควรทำความสะอาดและฆ่าเชื้อตามวิธีที่เหมาะสมก่อนนำน้ำกลับมาใช้อุปโภคบริโภค ส่วนท่อที่แตกรั่วหรือได้รับความเสียหายควรซ่อมให้เรียบร้อยก่อนเปิดใช้งาน
    .
    เพราะหลังน้ำท่วม สิ่งที่ต้องตรวจสอบไม่ใช่เพียงว่า “น้ำไหลหรือไม่” แต่ต้องถามต่อว่า “น้ำที่ไหลกลับมาปลอดภัยหรือยัง”
    .
    #กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจUpdate

    https://www.facebook.com/share/p/19NugxTdjN/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,380
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เกาหลีใต้เรียกร้องให้ยูเครนออกมาขอโทษและชี้แจงอย่างเป็นทางการ หลังเซเลนสกีเปิดเผยความลับเรื่องส่งตัวเชลยศึกเกาหลีเหนือ 2 นายให้เกาหลีใต้ ทั้งที่ตกลงกันไว้แล้วว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าว

    ประธานาธิบดีเกาหลีใต้แสดงความไม่พอใจอย่างหนัก หลังเซเลนสกี เปิดเผยเรื่องการส่งตัวเชลยศึกระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ต่อมาฝ่ายยูเครนออกมาตอบโต้เกาหลีใต้ว่า ไม่เคยมีข้อตกลงให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ

    เกาหลีใต้ยืนยันว่า ยูเครนเป็นฝ่ายขอให้ปกปิดข้อมูลตั้งแต่แรก เพราะกังวลว่าจะถูกประชาชนภายในประเทศต่อต้าน จากการตัดสินใจส่งตัวเชลยศึกเกาหลีเหนือให้เกาหลีใต้ แทนที่จะนำไปแลกกับเชลยศึกชาวยูเครน ขณะที่เกาหลีใต้ตกลงรักษาความลับตามคำขอ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของเชลยศึกและครอบครัว รวมถึงประเด็นด้านความมั่นคงและการทูต

    รัฐบาลเกาหลีใต้ระบุว่า การเปิดเผยข้อมูลและการปฏิเสธข้อตกลงดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ พร้อมเตรียมพิจารณามาตรการเพิ่มเติมหากจำเป็น

    ที่มา: Reuters / Bloomberg / Yonhap News Agency (27–28 กันยายน 2026)


    https://www.facebook.com/share/p/19MC8qC11V/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,380
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อันตราย ! Bond Yield สหรัฐ

    พุ่งแตะ 5.24% แล้วคืนนี้

    สูงสุดที่สุดในรอบ 20 ปี

    ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะ 5.23% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 สะท้อนแรงขายอย่างหนักในตลาดพันธบัตร

    แรงกดดันหลักมาจากความกังวลเรื่อง เงินเฟ้อที่ยังเหนียวแน่น ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่ง รวมถึงความคาดหวังว่า Fed อาจต้องคงดอกเบี้ยสูงหรือขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ขณะที่ปริมาณการออกพันธบัตรจำนวนมากก็เพิ่มแรงกดดันต่อราคา Bond

    สถานการณ์นี้สำคัญต่อตลาดหุ้น เพราะเมื่อ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ Yield มากกว่า 5% นักลงทุนมีทางเลือกในการรับผลตอบแทนสูงโดยไม่ต้องรับความเสี่ยงแบบหุ้น ทำให้หุ้น Growth และหุ้นที่มี Valuation สูงเผชิญแรงกดดันมากขึ้น

    ขณะเดียวกันต้นทุนทางการเงินทั่วระบบกำลังสูงขึ้น ทั้ง Mortgage, Corporate Loan และต้นทุนดอกเบี้ยของรัฐบาลสหรัฐฯ

    https://www.facebook.com/share/14kKyV2XRZB/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,380
    ค่าพลัง:
    +97,153
    คะแนนเสียง/ผลโหวดความคิดเห็นแบบไม่เป็นทางการณ์
    ในประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ UNGA81 ครั้งที่ 81 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569
    FB_IMG_1790593203714.jpg
    โดยให้คะแนนเสียง 9/10 ที่พูดถึง ชายแดน ไทย-กัมพูชา ที่นำเข้าไปหารือ
    และพูดคุยในเวที สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ พึงพอใจกับ "ไทย" ที่ได้ชี้แจง
    อย่างตรงไปตรงมาบน เวที พร้อมทั้งให้คะแนน 9/10 พร้อมทั้งยืนยัน
    .
    ว่าการนำเรื่องชายแดนมาพูดคุยในเวทีนี้ไม่เหมาะสม เพราะเป็นเรื่อง "ทวิภาคี" ของ
    สองประเทศ ทำให้ไม่เหมาะกับการหารือและหากต้องการพิสูจน์ทั้งสองประเทศ
    ควรจัดคณะกรรมการ ร่วมกันแบบที่ เวียดนาม-กัมพูชาทำไว้ก่อนหน้านั้น
    โดยใช้ "UMT" แผนที่มาตรฐาน ที่ทั่วโลกใช้
    .

    อ้างอิงจาก ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งที่ 81 (อนุทิน รมตไทยได้ไปชี้แจง โดยมีตัวแทน ปรัก สุคคล มาแทน ฮุน มาเน็ต)

    ✅สำรอง https://www.facebook.com/beemnews.sub
    ✅ยูทูป https://www.youtube.com/@beemnew

    #beemnews
    #Scambodia
    #ไทยไม่ใช่ผู้รุกราน

    https://www.facebook.com/share/p/1Ce6kA6tAm/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,380
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เขมรปรับ กลยุทธ์รับมือเศฐกิจครั้งใหญ่ ใช้แผนการรับมือ
    แบบเร่งด่วน พร้อมชูนโยบาย " ทำไมคุณแทบไม่ต้องใช้เงินสดในกัมพูชาแล้วในตอนนี้"
    .
    เขาได้อ้างถึง ในปัจจุบัน คุณอาจเดินเข้าไปในร้านกาแฟ ซื้อผลไม้จากพ่อค้าแม่ค้าในตลาด จ่ายค่าอาหารในร้านอาหาร หรือแม้แต่จ่ายเงินจำนวนเล็กน้อยอย่างไม่น่าเชื่อโดยใช้เพียงแค่โทรศัพท์ของคุณ แทนที่จะยื่นธนบัตร กัมพูชาค่อยๆ ปรับตัวจนคุ้นเคยกับการชำระเงินแบบไร้เงินสดอย่างน่าทึ่ง และสิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่เทคโนโลยีเท่านั้น แต่คือความรวดเร็วที่รหัส QR กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของชาวกัมพูชา
    .
    ✅สำรอง https://www.facebook.com/beemnews.sub
    ✅ยูทูป https://www.youtube.com/@beemnew
    .
    #beemnews
    #Scambodia
    #ไทยไม่ใช่ผู้รุกราน

    อ้าอิง https://cambodianess.com/article/khmer-note-why-you-barely-need-cash-in-cambodia-now

    https://www.facebook.com/share/p/19hXcvP5Pb/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,380
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์เล็งงัดมาตรการสั่งแบนส่งออกน้ำมันดีเซลนาน 90 วัน หวังคุมราคาสู้ศึกเลือกตั้งกลางเทอม ราคาดีเซลทั่วโลกอาจกระชากขึ้น

    https://www.facebook.com/share/1FDPkvfR6c/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,380
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ⚠️ ส่วนต่างบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี และ 2 ปี แคบลงเหลือเพียง 17 basis points ซึ่งเป็นระดับที่แคบที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2025

    https://www.facebook.com/share/p/1gGBmFG9cG/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,380
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ⚠️ หุ้นจีนร่วงแรง CSI300 วันนี้ -2.50% YTD ติดลบเกือบ 9% เผชิญแรงกดดันหนักจากการบริโภคที่ซบเซาและน้ำมันแพง

    https://www.facebook.com/share/p/1BZPJp9f6P/
     

แชร์หน้านี้

Loading...