ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,450
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิหร่านสั่งปิดตายฮอร์มุซ! ห้ามเรือโยงอิสราเอลผ่านเด็ดขาด โลกจับตาจุดระเบิดสงครามรอบใหม่!
    เมื่อพี่ใหญ่แห่งอ่าวเปอร์เซียตัดสินใจ "ลงดาบ" ล็อกกุญแจทางน้ำที่สำคัญที่สุดของโลก งานนี้พญาอินทรีมีหนาว!
    —————
    [จุดยืนสุดแกร่งของอิหร่านในสมรภูมิโลก]
    [คำสั่งฟ้าผ่า: ปิดช่องแคบฮอร์มุซห้ามเงาอิสราเอลผ่าน]
    [นัยยะทางการเมืองและการเดิมพันด้วยเศรษฐกิจโลก]
    [ความจริงที่ซ่อนอยู่: ใครกันแน่ที่กำลังถือไพ่เหนือกว่า]
    [บทสรุปของเกมอำนาจและการก้าวต่อไปของเตหะราน]
    —————
    [จุดยืนสุดแกร่งของอิหร่านในสมรภูมิโลก]
    :
    1- สวัสดีครับลูกเพจทุกคน แอดกลับมาพร้อมกับประเด็นร้อนที่สั่นสะเทือนไปทั้งอ่าวเปอร์เซีย เมื่ออิหร่านโชว์เขี้ยวเล็บอีกครั้งในฐานะเจ้าถิ่นครับ
    2- ท่ามกลางบรรยากาศสงครามปี 2026 ที่คุกรุ่นมาตลอด แต่อิหร่านกลับไม่เคยหวั่นเกรงต่อแรงกดดันจากตะวันตก แถมยังยืนหยัดอย่างทะนงตัวสุดๆ
    3- ล่าสุดสถานการณ์ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น เมื่อเตหะรานประกาศใช้ "อาวุธที่มองไม่เห็น" แต่ทรงพลังมหาศาล นั่นคือการควบคุมเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าของโลกครับ
    —————
    [คำสั่งฟ้าผ่า: ปิดช่องแคบฮอร์มุซห้ามเงาอิสราเอลผ่าน]
    :
    4- ข่าวใหญ่ที่ Jackson Hinkle รายงานทำเอาคนทั้งโลกต้องหยุดหายใจ เมื่ออิหร่านประกาศ "แบน" เรือทุกลำที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอิสราเอลห้ามผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
    5- คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการทันที โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าเรือลำนั้นจะมีเจ้าของเป็นคนอิสราเอล หรือแค่มีปลายทางไปส่งของก็ตาม
    6- ลองจินตนาการดูนะครับว่า ช่องแคบฮอร์มุซคือคอขวดน้ำมันของโลก ถ้าอิหร่านสั่งปิดหรือคัดกรองแบบนี้ เรือที่โยงกับอิสราเอลก็เหมือนถูกสั่งตายกลางทะเลครับ
    —————
    [นัยยะทางการเมืองและการเดิมปลันด้วยเศรษฐกิจโลก]
    :
    7- หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วทำไมอิหร่านถึงกล้าทำขนาดนี้? คำตอบคือ "ชั้นเชิง" ครับ อิหร่านรู้ดีว่าพวกเขาคือกุญแจสำคัญที่กุมชะตาพลังงานโลกเอาไว้
    8- การสั่งแบนครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องทหาร แต่มันคือการ "ตบหน้า" ชาติตะวันตกที่พยายามคว่ำบาตรอิหร่านมาตลอด เป็นการแสดงให้เห็นว่า "ถ้าข้าอยู่ไม่ได้ พวกเจ้าก็ต้องลำบาก"
    9- แม้อิสราเอลจะมีท่าเรือฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน แต่การสูญเสียเส้นทางในอ่าวเปอร์เซียไป ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งและค่าประกันภัยที่พุ่งทะลุเพดานแน่นอนครับ
    —————
    [ความจริงที่ซ่อนอยู่: ใครกันแน่ที่กำลังถือไพ่เหนือกว่า]
    :
    10- แอดมองว่าเกมนี้อิหร่านเดินหมากได้ฉลาดมาก เพราะนี่คือการ "รบโดยไม่ต้องรบ" ใช้พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของตัวเองเป็นตัวประกันชั้นเลิศ
    11- ขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรพยายามจะคุมเกม แต่อิหร่านกลับใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว และเลือกจังหวะที่โลกกำลังเปราะบางที่สุดในการประกาศคำสั่งนี้
    12- ยิ่ง Jackson Hinkle ออกมาตีแผ่เรื่องนี้ ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งของอิหร่านที่พร้อมชนกับมหาอำนาจโดยไม่เกรงกลัวใครหน้าไหนทั้งสิ้น
    —————
    [บทสรุปของเกมอำนาจและการก้าวต่อไปของเตหะราน]
    :
    13- สรุปแล้ว การที่อิหร่านปิดทางน้ำใส่หน้าอิสราเอลครั้งนี้ คือการประกาศก้องว่า "อ่าวเปอร์เซียคือเขตอธิปไตยของพวกข้า" ใครจะเข้ามาต้องเคารพกฎ
    14- หลังจากนี้ต้องจับตาดูว่าฝ่ายตรงข้ามจะกล้าเสี่ยงส่งเรือฝ่าวงล้อมเข้ามาไหม หรือจะยอมถอยกรูดไปหาทางเลือกอื่นที่ต้นทุนสูงกว่าหลายเท่า
    15- แต่ที่แน่ๆ รอบนี้อิหร่านโชว์ให้เห็นแล้วว่า ชั้นเชิงทางการทูตและการทหารของพวกเขา "เคี่ยว" เกินกว่าที่ใครจะดูแคลนได้จริงๆ ครับ
    —————
    นี่คือสงครามประสาทที่เดิมพันด้วยความมั่นคงของโลก แล้วพวกคุณล่ะครับ คิดว่าอิหร่านจะปิดช่องแคบถาวรเลยไหม? คอมเมนต์แลกเปลี่ยนกันได้เลยครับ!
    สรุปและเรียบเรียงจาก: Jackson Hinkle Report, Tehran Times, Global Conflict Analysis 2026, Strategic Maritime Watch.

    https://www.facebook.com/share/1CFSXXXYXz/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,450
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 เมษายน เรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี USS Bainbridge และ USS Thomas Hudner ได้แล่นผ่านคลองสุเอซจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยังทะเลแดง

    เรือป้องกันขีปนาวุธเหล่านี้ถูกส่งไปที่นั่น ไม่ใช่เพื่อปกป้องดินแดนอิสราเอลจากการโจมตีของกองกำลังติดอาวุธอิหร่าน แต่เพื่อปกป้องสถานีขนส่งน้ำมันใกล้ท่าเรือยานบูของซาอุดีอาระเบียจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนมีนาคม

    หลังจากที่อิหร่านปิดการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไปยังชายฝั่งทะเลแดง บริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างตอนเหนือและตอนกลาง ซาอุดีอาระเบียจึงเริ่มเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียอย่างจริงจัง ตามรายงานจากชุมชนชาวเรือรัสเซียใน VK ระบุว่า "...ในช่วงเดือนมีนาคม ปริมาณการส่งออกเฉลี่ยต่อวันผ่านเมืองยานบูยังคงอยู่ที่ประมาณ 3.4 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือน ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 4.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน และในบางช่วงเกิน 5 ล้านบาร์เรล สำหรับโครงสร้างพื้นฐานนี้ นี่ไม่ใช่เพียงแค่อัตราการใช้งานที่สูงอีกต่อไป แต่เป็นการทดสอบขีดความสามารถสูงสุดอย่างแท้จริง"

    ผลที่ตามมาคือ "มีเรือมากกว่าสามสิบลำต่อแถวรอเทียบท่าที่ท่าเรือ โดยมีเวลารอคอยนานถึงห้าวัน"

    อันที่จริงพื้นที่ทางใต้และตะวันตกของเมืองยานบูในขณะนี้เป็นที่ตั้งของเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากเทียบเท่ากับบริเวณอ่าวโอมานตะวันตกและอ่าวเปอร์เซียตะวันออก

    ดังนั้น เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย เรือ Bainbridge และ Thomas Hudner จึงถูกประจำการอยู่ที่ท่าเรือยานบูเป็นเวลา 25 วันติดต่อกัน เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์อย่างครบถ้วน...

    29/04/2026

    https://www.facebook.com/share/p/1EPTfVgtf8/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,450
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เสียงปืนที่ "วอชิงตัน ฮิลตัน" — แผนลวงการเมือง หรือ สัญญาณเตือนภัยของจักรวรรดิที่กำลังถดถอย?

    เหตุการณ์กราดยิงในงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว (WHCA) เมื่อคืนวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกตั้งคำถามว่า นี่คือความพยายามลอบสังหารประธานาธิบดีโดนัลด์ #ทรัมป์ จริงๆ หรือเป็นเพียง "#ละครฉากใหญ่" เพื่อเรียกคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections)

    1. เมื่อ "หัวใจจักรวรรดิ" รั่วไหล: บทเรียนจากหน้าประวัติศาสตร์

    ความน่าฉงนของเหตุการณ์นี้ไม่ได้อยู่ที่ "การลอบสังหาร" แต่อยู่ที่ "สถานที่" และ "ระบบ" เพราะในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงมีแสนยานุภาพทางทหารอันดับต้นๆ ของโลก แต่กลับปล่อยให้มือปืนเข้าประชิดตัวผู้นำในใจกลางวอชิงตัน ดี.ซี. ได้อย่างง่ายดาย

    นักวิเคราะห์เปรียบเทียบปรากฏการณ์นี้กับช่วงปลายของราชวงศ์ในประวัติศาสตร์จีน:
    คดีระฆังไม้ (梃击案) ปี 1615: เมื่อสามัญชนถือไม้ท่อนเดียวบุกเข้าถึงพระราชวังต้องห้ามในสมัยราชวงศ์หมิง สะท้อนถึงความผุกร่อนของระบบราชการ

    คดีเฉินเต๋อ ปี 1803: เมื่อข้ารับใช้ธรรมดาสามารถบุกประชิดเกี้ยวของจักรพรรดิเจียชิ่งในสมัยราชวงศ์ชิงได้

    นัยสำคัญ: เมื่อระบบของรัฐเริ่มเสื่อมถอย แม้แต่ "คนธรรมดา" ที่ยากต่อการคัดกรองก็สามารถสั่นคลอนความมั่นคงในจุดยุทธศาสตร์ได้ เหมือนกับมือปืนรายนี้ที่เป็นเพียง "วิศวกรและนักพัฒนาเกม" โปรไฟล์ธรรมดาแต่สะสมความเครียดจากระบบจนระเบิดออกมา

    2. ทฤษฎี "แผนลวง" (Bitter Labor Ruse) กับผลประโยชน์ทางการเมือง

    ข้อสงสัยที่ว่าทรัมป์ "จัดฉาก" เองหรือไม่นั้น มีมูลฐานมาจากประวัติศาสตร์การเลือกตั้ง:

    บทเรียนจากอดีต: ทรัมป์เคยได้รับ "อานิสงส์" มหาศาลจากเหตุการณ์ถูกยิงหูเมื่อปี 2024 ซึ่งทำให้เขามีคะแนนนำโด่งจนคว้าชัยชนะได้สำเร็จ

    ตรรกะทางสังคมศาสตร์: นักการเมืองมักฉวยใช้ "ความโศกเศร้า" และ "บทเหยื่อ" เพื่อดึงดูดคะแนนความเห็นใจจากมวลชนที่มักคล้อยตามอารมณ์ได้ง่าย

    สถานการณ์บีบคั้น: ปัจจุบันพรรครีพับลิกันกำลังเพลี่ยงพล้ำในการเลือกตั้งกลางเทอม ทั้งจากปัญหาภายในประเทศและนโยบายต่างประเทศที่ถูกมองว่า "อ่อนแอ" การมีเหตุการณ์ระทึกขวัญอาจเป็นไพ่ตายในการพลิกเกม

    3. ทำไมครั้งนี้ถึง "ไม่เหมือน" การแสดง?

    หากพิจารณาอย่างละเอียด เหตุการณ์ล่าสุดดู "สมจริง" เกินกว่าจะเป็นบทละคร:

    ขาดภาพลักษณ์วีรบุรุษ: ในแผนลวงที่ได้ผล ต้องมีภาพที่เรียกน้ำตาหรือสร้างพลัง แต่ภาพที่ออกมาครั้งนี้คือ เจ.ดี. แวนซ์ ที่โกยแน่บ, มาร์โก รูบิโอ ที่มุดใต้โต๊ะ และ ทรัมป์ ที่เดินต้วมเตี้ยมหนีตายท่ามกลางบอดี้การ์ด ภาพลักษณ์เหล่านี้ "ลดทอนบารมี" มากกว่าจะส่งเสริม

    ไม่มีจุดร่วมทางอารมณ์: เหตุการณ์จบลงเร็วโดยไม่มี "เลือด" หรือ "ฉากซึ้ง" ที่จะทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกร่วม (Empathy) ได้อย่างรุนแรงเหมือนครั้งก่อน

    เหตุการณ์นี้อาจเป็นเพียง "อุบัติเหตุที่สะท้อนความจริง" มากกว่าแผนการที่แยบยล มันคือเครื่องยืนยันว่าสหรัฐฯ กำลังอยู่ในสภาวะที่ #โครงสร้างความมั่นคงภายในเริ่มเปราะบาง เมื่อคนชั้นกลางที่มีการศึกษาสูงเข้าสู่สภาวะสุดโต่งและตัดสินใจท้าทายอำนาจรัฐในพื้นที่หวงห้าม

    แม้ทรัมป์จะพยายามโพสต์ชมเชยเจ้าหน้าที่เพื่อรักษาภาพลักษณ์ผู้นำที่เข้มแข็ง แต่ความโกลาหลที่เกิดขึ้นจริง ณ โรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน ได้ฟ้องให้โลกเห็นแล้วว่า "เครื่องจักรของจักรวรรดิ" เครื่องนี้ กำลังต้องการการซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ ก่อนที่จะสายเกินไป

    #ChinaFocus
    https://www.facebook.com/share/1AZW9BQp8C/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,450
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หน่วยงานเฝ้าระวังนิวเคลียร์แห่งสหประชาชาติ (IAEA) ระบุว่า อิหร่านยังคงมีความสามารถในการเข้าถึงคลังเก็บยูเรเนียมเกรดที่เกือบจะเป็นระดับอาวุธ (near weapons-grade) ในพื้นที่ที่ถูกสหรัฐฯ โจมตี

    สรุปประเด็นสำคัญ

    ยังเข้าถึงได้: ราฟาเอล กรอสซี หัวหน้าหน่วยงาน IAEA กล่าวว่า วัสดุดังกล่าว "ยังเข้าถึงได้หากมีความต้องการ"

    ไม่ได้ตรวจสอบมานาน: เขาระบุเสริมว่าเจ้าหน้าที่ตรวจสอบไม่ได้เข้าไปในพื้นที่มานานถึง 10 เดือนแล้ว

    ซ่อนอยู่ใต้ดิน: ภาพถ่ายดาวเทียมบ่งชี้ว่า ยูเรเนียมส่วนใหญ่ยังคงถูกฝังอยู่ใต้ดินใกล้กับเมืองอิสฟาฮาน

    สถานการณ์ตึงเครียด: กรอสซีเตือนว่าข้อตกลงนิวเคลียร์ใดๆ ต้องมีการตรวจสอบที่ชัดเจน ในขณะที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงหยุดชะงัก ท่ามกลางความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

    https://www.facebook.com/share/1EvU23Wexy/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,450
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วุฒิสมาชิก เอลิซาเบธ วอร์เรน ออกมาคัดค้านการผลักดัน Kevin Warsh (แคนดิเดตที่มีชื่อเชื่อมโยงกับตำแหน่งในธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed) โดยเธอมองว่าการสนับสนุนคนนี้ คือการเปิดทางให้ทรัมป์เข้ามาแทรกแซงและควบคุมความเป็นอิสระของ Fed

    ทิ้งท้ายว่า เราไม่ควรเดินหน้าโหวตสนับสนุน "Warsh" ในวันนี้

    https://www.facebook.com/share/18mqqKRoHD/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,450
    ค่าพลัง:
    +97,153
    BREAKING!! คณะกรรมาธิการธนาคารแห่งวุฒิสภาฯ ไฟเขียว "Kevin Warsh" นั่งประธานเฟด จ่อส่งชื่อเข้าสภาสูงโหวตตัดสิน

    https://www.facebook.com/share/1QAkfV6oDg/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,450
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วันสุดท้าย…
    .
    .
    .
    .
    .
    ของพาวเวลล์ในการประชุมในฐานะประธานเฟด

    วันนี้จะเป็นวันที่นิคกี้อยากให้ทุกคนหยุดมองสกรีน Bloomberg แดงเขียวสักแป๊บ เพราะมันคือวันประชุม FOMC ครั้งสุดท้ายของ Jerome Powell ในฐานะ “ประธานเฟด” หลังจากนั่งเก้าอี้ตัวนี้มากว่า 8 ปี ตำแหน่งประธานของพาวเวลล์จะหมดอายุอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 และ Kevin Warsh (อดีต Fed Governor สมัยวิกฤตซับไพรม์ที่ตอนนี้เป็นมือขวาของ Stanley Druckenmiller มา 15 ปี) กำลังจะเดินเข้ามารับตำแหน่งแทน

    โดยวันเดียวกันนี้ Senate Banking Committee จะโหวตส่งชื่อเขาเข้าสู่วุฒิสภาเต็มสภาเพื่อรับรองให้ทันก่อน 15 พฤษภาคม

    นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนคน แต่เป็นการเปลี่ยน “ระบอบ” ของเฟดเลยนะคะ และนั่นคือเหตุผลที่นิคกี้อยากชวนทุกคนมาดูกันว่า ในช่วงเวลาเปราะบางที่สุดเวลาหนึ่งของตลาดโลก

    น้ำมันวิ่งแถว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สงครามอิหร่านยังไม่จบ เงินเฟ้อ CPI สหรัฐเดือนมีนาคมพุ่งไป 3.3% สูงสุดในรอบกว่า 2 ปี

    เรากำลังจะได้ประธานเฟดคนใหม่ที่ประกาศกร้าวว่าจะ “ล้างไพ่” สถาบันการเงินที่ทรงพลังที่สุดในโลก เราต้องตามอะไรบ้าง

    ฉากแรก คือเก้าอี้ที่ยังไม่รู้ว่าใครจะนั่งจริงๆ

    เรื่องที่หลายคนยังไม่ค่อยพูดกันคือ ตำแหน่งประธานของพาวเวลล์หมด 15 พฤษภาคมก็จริง แต่วาระของเขา “ในฐานะ Fed Governor” ยังไม่หมดจนถึงเดือนมกราคม 2028 แปลว่าพาวเวลล์มีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะเดินออกจากเฟดไปเลย หรือจะถอยกลับไปเป็น Governor ธรรมดาๆ คนหนึ่งและยังมีหนึ่งเสียงโหวตในห้อง FOMC ต่อไปอีกเกือบ 2 ปี

    ถ้าพาวเวลล์เลือกอยู่ต่อ จะเป็นประธานเฟดคนแรกตั้งแต่ปี 1948 (Marriner Eccles) ที่ยอม “ลดชั้น” จากประธานมาเป็น Governor เพื่อรักษาความเป็นอิสระของสถาบัน

    นักวิเคราะห์ที่ใกล้ชิดเฟดอย่าง Bill Dudley อดีตประธาน Fed New York บอกว่าพาวเวลล์น่าจะอยู่ต่อ แต่วัดเป็นเดือน ไม่ใช่ปี เหตุผลคือถ้าพาวเวลล์ไปทันที ทรัมป์จะได้เก้าอี้ Governor ว่างมาเติมคนของตัวเองเพิ่มอีกหนึ่งที่ทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่พาวเวลล์ในฐานะคนปกป้อง Fed Independence อย่างหัวชนฝา ไม่น่ายอมง่ายๆ

    คำถามนี้พาวเวลล์น่าจะถูกถามที่หน้าไมค์วันนี้แน่นอน นี่คือสิ่งแรกที่ต้องฟังให้ดี เพราะมันส่งสัญญาณว่าใครจะคุมเสียงข้างมากใน FOMC ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

    ส่วนเรื่องคดีที่ DOJ เคยเปิดสอบพาวเวลล์เรื่องค่าก่อสร้างปรับปรุงตึกเฟดที่บานปลายจาก 1.9 พันล้านเป็น 2.5 พันล้านดอลลาร์

    DOJ ปิดคดีไปเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว แต่ส่งต่อให้ Inspector General ของเฟดทำต่อ พูดง่ายๆ คือไม่ได้ปิดสนิท พิร์โร อัยการเขต DC บอกชัดว่าถ้าจำเป็น คดีอาญาเปิดใหม่ได้ ตรงนี้คือดาบที่ยังแขวนอยู่เหนือพาวเวลล์ และมันก็คือสิ่งที่ทำให้ Senator Tillis ยอมปล่อยให้ชื่อ Warsh เดินหน้าได้เมื่อวันอาทิตย์ กล่าวคือทรัมป์ใช้คดีนี้เป็นเครื่องมือกดดันพาวเวลล์มาตลอด

    ฉากสอง คือ “Regime Change” ของ Kevin Warsh

    ถ้าใครคิดว่า Warsh จะมาแล้วลดดอกเบี้ยรัวๆ ตามใจทรัมป์ นิคกี้ขอบอกเลยค่ะว่ามันไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะ Warsh เป็นหนึ่งใน 12 เสียงโหวตของ FOMC เท่านั้น ไม่ใช่เผด็จการ และตลาด Fed Funds Futures ก่อนสงครามอิหร่านยังคิดราคาแค่ 50 bps ของการลดดอกเบี้ยทั้งปี 2026 แปลว่าตลาดเชื่อว่าโครงสร้างของคณะกรรมการจะไม่ยอมให้ Warsh ลดได้เร็วและลึกอย่างที่ทรัมป์อยากเห็น

    แม้แต่ Janet Yellen ยังออกมาบอกว่า “FOMC ไม่ยอมรับวิสัยทัศน์ของ Warsh ในระยะสั้นแน่ๆ” และ Christopher Hodge หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ Natixis บอกแรงกว่านั้นว่า Warsh อาจจะกลายเป็น “ประธานเฟดที่มีอิทธิพลน้อยที่สุดในรอบหลายสิบปี”

    แต่สิ่งที่ Warsh ตั้งใจจะทำมันใหญ่กว่าแค่เรื่องดอกเบี้ยค่ะ เขาเรียกมันว่า “regime change” และคำนี้ไม่ได้มาเล่นๆ

    Warsh ลาออกจากเฟดในปี 2011 ด้วยเหตุผลว่าเขาไม่เห็นด้วยกับ QE ที่ทำให้เฟดเข้าไปฝังตัวในเศรษฐกิจสหรัฐมากเกินไป และความเชื่อนี้ก็ยังอยู่กับเขาจนถึงวันนี้

    สิ่งที่เขาประกาศจะทำในวันรับตำแหน่งประกอบด้วยหลายชั้น

    ชั้นแรกคือ “หั่นงบดุลเฟด” ที่ตอนนี้ใหญ่ราว 6.6-6.7 ล้านล้านดอลลาร์ลงอีก เขาเชื่อว่างบดุลที่เล็กลงจะทำให้สภาพคล่องในระบบสะอาดขึ้น เห็นสัญญาณตลาดได้ชัดขึ้น และที่สำคัญคือเขามีทฤษฎีว่าถ้างบดุลเล็กลง เฟดจะ “มีพื้นที่” ลดดอกเบี้ยนโยบายได้มากขึ้นโดยไม่กระตุ้นเงินเฟ้อ

    ฟังดูฉลาด แต่ตรงนี้คือกับดักใหญ่ เพราะเฟดตอนปลายปี 2025 ก็แทบจะแตะ “ample reserves lower bound” แล้ว ดูได้จาก SOFR ที่เริ่มผันผวนและการใช้ Standing Repo Facility ที่เพิ่มขึ้น แปลว่าถ้า Warsh กดงบดุลลงเร็วเกินไป จะเจอ Repo Crisis แบบกันยายน 2019 ซ้ำรอย หรือ Taper Tantrum 2013 ของ Bernanke

    ตลาดเงินสหรัฐจะกระตุก yields จะพุ่ง และนั่นจะทำลายเป้าหมายลดต้นทุนดอกเบี้ยระยะยาวที่เป็นหัวใจของวิสัยทัศน์ Warsh เอง

    ชั้นที่สองคือ “เปลี่ยนวิธีวัดเงินเฟ้อ” Warsh เสนอจะเลิกใช้ Core PCE ที่เฟดใช้เป็นมาตรวัดหลักมาเกือบสามทศวรรษ และเปลี่ยนไปใช้ Trimmed Mean PCE ของ Dallas Fed แทน

    Trimmed Mean คือการตัดสินค้ารายการที่เคลื่อนไหวสุดโต่งทั้งบนและล่างทิ้ง แล้วเฉลี่ยค่ากลาง ฟังดูเทคนิคมากใช่ไหมคะ แต่ผลกระทบเชิงเลขมันไม่ใช่เทคนิคเลย เพราะ Trimmed Mean มักให้ตัวเลขเงินเฟ้อ “ต่ำกว่า” Core PCE ในช่วงที่มีของพีคแรง เช่นน้ำมันหรือที่อยู่อาศัย

    แปลตรงๆ คือถ้าเปลี่ยนไม้บรรทัด เงินเฟ้อจะ “ดูดีขึ้น” ทันที โดยที่ของจริงในตะกร้าผู้บริโภคยังเท่าเดิม นี่เป็นข้อโต้แย้งซ่อนรูปสำหรับการลดดอกเบี้ยโดยไม่ต้องท้าทายความเป็นอิสระของเฟดแบบโจ่งแจ้ง

    ชั้นที่สามคือ “ปิดปากเฟด” Warsh บอกว่าเขาจะลดจำนวน press conferences ลง เลิก forward guidance ที่เป็นการบอกใบ้ตลาดล่วงหน้า อาจลดประชุม FOMC จาก 8 ครั้งเหลือเท่ากฎหมายขั้นต่ำคือ 4 ครั้งต่อปี และที่ดราม่าที่สุดคืออาจ “ยกเลิก dot plot” ที่นักลงทุนทั่วโลกใช้อ่านใจเฟดมาตั้งแต่ปี 2012

    Warsh มองว่าเฟดสื่อสารกับตลาดเยอะเกินไปจนกลายเป็น noise และทำให้ตลาดมัวแต่เก็งใจเฟดแทนที่จะดูพื้นฐานจริง สิ่งนี้สำหรับคนทำคอนเทนต์การเงินอย่างนิคกี้ ถ้าเกิดขึ้นจริง วงการนักวิเคราะห์ดอกเบี้ยทั่วโลกจะถูก disrupt หนักมาก เพราะของเล่นที่เราใช้พยากรณ์ทุกวันจะหายไปเป็นชิ้นๆ

    ชั้นที่สี่ที่ Warsh ไม่พูดตรงๆ แต่ส่งสัญญาณผ่าน Fox News ว่าจะ “break some heads” คือการรื้อโครงสร้างบุคลากรและโมเดลพยากรณ์เศรษฐกิจของเฟดเอง นี่คือระดับที่ต่อให้ทำได้แค่ครึ่งเดียว ผลกระทบต่อสถาบันก็มหาศาลแล้ว

    ⛽ ฉากสาม คือเงินเฟ้อจากสงครามที่ทำให้ทุกแผนเป็นหมัน

    ตรงนี้คือไฮไลต์ที่อาจกลบเสียงน้ำตาของแฟนๆ พาวเวลล์ในวันนี้ค่ะ

    สงคราม US-Iran ตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ ทำให้ราคาน้ำมันค้างที่แถว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล CPI สหรัฐเดือนมีนาคมเร่งขึ้นรายเดือนแรงสุดตั้งแต่ปี 2022 อัตราเงินเฟ้อรายปีพุ่งไป 3.3% ราคาน้ำมันเบนซินเดือนเดียวบวก 21.2% Treasury 10 ปีจาก 4% ต้นเดือนกุมภาพันธ์ขยับไป 4.44% ปลายมีนาคม 30 ปีจาก 4.63% ขึ้นไป 4.9% ตลาดพันธบัตรกำลังตึงขึ้นเงียบๆ ในรูปแบบที่เฟดควบคุมไม่ได้ เพราะมันคือ Term Premium ที่นักลงทุนเรียกร้องเพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงเงินเฟ้อระยะยาว

    ในสภาพแบบนี้ ต่อให้ Warsh เป็นคนใจกล้าที่สุดในโลก การลดดอกเบี้ยก่อนปลายปีก็เป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะมันจะตอกย้ำให้ตลาดเชื่อว่าเฟด “สูญเสียความอิสระ” ภายใต้ทรัมป์ และนั่นจะดัน long-end yields ขึ้นไปอีก

    ดอกเบี้ย mortgage 30 ปีจะแพงขึ้น ดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะแพงขึ้น ผู้บริโภคสหรัฐจะเดือดร้อนกว่าเดิม ซึ่งเป็นผลตรงข้ามกับสิ่งที่ทรัมป์อยากเห็น

    เลข dot plot ล่าสุดเดือนมีนาคมแสดงค่า median ที่คาดลด 25 bps ในปี 2026 และอีก 25 bps ในปี 2027 สังเกตว่าเอนเอียงสายเหยี่ยวกว่าเดือนธันวาคม 2025 มาก นี่คือ FOMC ที่ Warsh จะต้องเข้าไปทำงานด้วยตั้งแต่วันแรก

    แล้วต้องตามอะไรบ้าง — เช็กลิสต์ของนิคกี้

    นาทีต่อนาทีของวันนี้ สิ่งแรกคือ “Fed statement” ตอน 14:00 ตามเวลาฝั่งตะวันออก (ตี 1 ของไทยเช้า 30 เมษายน)

    เกือบทุกคนเชื่อว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% ดังนั้นสิ่งที่ต้องอ่านคือ “ภาษา” ที่เฟดใช้บรรยายเรื่องสงครามและเงินเฟ้อ

    ครั้งที่แล้ว (มีนาคม) เฟดบอกว่า “implications of developments in the Middle East for the U.S. economy are uncertain” คำว่า uncertain ครั้งนี้จะเปลี่ยนเป็นอะไร จะมีคำว่า “elevated risks” หรือ “more persistent” เข้ามาไหม ถ้าใช่นั่นคือ hawkish

    สิ่งที่สองคือ press conference ของพาวเวลล์ตอน 14:30 (ตี 1:30 ไทย) คำถามที่นักข่าวจะยิงคือเรื่องการอยู่ต่อในฐานะ Governor พาวเวลล์น่าจะเลี่ยงตอบตรงๆ แต่จงฟังน้ำเสียง ฟังการเลือกใช้คำ ถ้าเขาบอกว่า “I’m not making any announcement today” ตีความได้ว่ายังเปิดทาง ถ้าเขาบอกว่า “I look forward to continuing to serve” คือบอกใบ้ว่าจะอยู่ และจุดที่นิคกี้คิดว่าจะเป็น highlight emotional ที่สุด คือถ้านักข่าวถามถึง “legacy” สิ่งที่พาวเวลล์ภูมิใจที่สุด คำตอบนั้นน่าจะกลายเป็น sound bite ที่ถูก quote ไปอีกหลายปี

    สิ่งที่สามคือ Senate Banking Committee vote วันนี้ ส่งชื่อ Warsh เข้าวุฒิสภา ถ้าผ่านสบายๆ ตามคาด ก็เปิดทางให้วุฒิสภาทั้งสภาโหวตทันก่อน 15 พฤษภาคม แต่ถ้ามีอะไรพลิก เช่น Tillis เปลี่ยนใจ หรือมีข้อมูลใหม่จาก Inspector General โผล่มา timeline จะยืดและตลาดจะเริ่มกังวล

    ระยะกลางที่ต้องตามคือการประชุม FOMC วันที่ 16-17 มิถุนายน ซึ่งจะเป็นการประชุมแรกของ Warsh ถ้าได้รับการรับรองทัน และจะมี SEP/dot plot ใหม่ออกมา นี่คือดาบสองคมของ Warsh เอง เพราะเขาประกาศจะเลิก dot plot แต่ก็ยังต้องเผชิญกับการเปิดเผย dot plot อย่างน้อยอีกครั้งสองครั้งก่อนจะเปลี่ยนระบบได้ และ dots ของ Warsh จะถูกอ่านเทียบกับ dots ของ FOMC คนอื่นทันที ถ้าเขาอยู่ต่ำกว่า median ชัดเจน ตลาดจะเริ่มราคา risk premium ของ “เฟดที่อิสระน้อยลง” เข้าไปในยีลด์ทันที

    ระยะยาวที่ต้องเฝ้าคือ 3 เรื่องโครงสร้าง

    เรื่องแรกคือแผนงบดุล Warsh จะประกาศ pace ใหม่ของ QT เมื่อไร และจะลึกแค่ไหนก่อนตลาด funding จะส่งสัญญาณเตือน

    เรื่องที่สองคือกรอบเงินเฟ้อใหม่ ถ้าเปลี่ยนไป Trimmed Mean จริง การประกาศจะมาในรูปแบบ “framework review” และจะกระทบ inflation expectations breakeven ทันที

    เรื่องที่สามคือชะตาของ Lisa Cook ที่ทรัมป์พยายามไล่ออกแต่ศาลยังให้อยู่ต่อ และเก้าอี้ Governor ของ Stephen Miran ที่หมดวาระ 31 มกราคม 2026 แต่ยังนั่งรักษาการอยู่จนกว่าผู้แทนใหม่จะได้รับการรับรอง

    ถ้า Warsh เข้ามารับเก้าอี้นี้ตามที่ Trump เสนอ องค์ประกอบของ Board จะเปลี่ยนแบบมีนัยสำคัญ

    ปิดฉาก

    ในวันที่ตลาดทุกแห่งทั่วโลกจ้องไปที่ห้องแถลงข่าวของเฟด นิคกี้อยากให้ทุกคนจำว่าวันนี้ไม่ใช่แค่ “เฟดประชุมอีกครั้ง” แต่คือ จุดสิ้นสุดของยุคหนึ่ง ยุคของผู้ว่าการที่พยายามรักษา Fed Independence ภายใต้แรงกดดันการเมืองที่หนักที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ และจุดเริ่มต้นของยุคที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากติกาเดิมที่เราใช้อ่านเฟดมา 14 ปีจะยังใช้ได้อีกนานแค่ไหน

    วันสุดท้ายของพาวเวลล์อาจจะดูเงียบๆ ที่ตึก Eccles แต่เสียงระฆังที่ดังจริงๆ คือสัญญาณเตือนให้นักลงทุนทั่วโลกเช็คพอร์ตของตัวเองอีกครั้ง ก่อน Warsh จะเดินเข้ามาตีระฆังของเขาเอง ในวันที่ 16 มิถุนายนค่ะ

    ปล. ใครโดน clickbait เข้ามาบ้าง
    https://www.facebook.com/share/1BVupJvt3K/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,450
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ....ทรัมป์รอตัดสินใจหลังวันที่ 1พค...

    ===

    สงครามจะกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายในอีก 3 วัน

    ในอีก 3 วัน รัฐบาลสหรัฐฯ จะถึงกำหนดเส้นตายที่แทบไม่มีใครพูดถึง

    วันที่ 1 พฤษภาคม

    นั่นคือวันที่เวลาตามกฎหมายอำนาจสงคราม (War Powers Act) จะหมดลงในสงครามกับอิหร่าน

    สงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ทรัมป์แจ้งต่อสภาคองเกรสอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มีนาคม

    ภายใต้กฎหมายปี 1973 นั้น จะเริ่มนับเวลา 60 วัน หลังจากนั้นเขาจะต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส หรือเขาจะต้องเริ่มถอนทหารตามกฎหมาย

    เวลาดังกล่าวจะหมดลงในวันพฤหัสบดี

    สภาคองเกรสพยายามใช้กฎหมายอำนาจสงครามถึงห้าครั้งนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น

    ทั้งห้าครั้งพรรครีพับลิกันขัดขวาง

    วุฒิสภาลงมติคัดค้านด้วยคะแนนเสียง 52-47 เมื่อสองสัปดาห์ก่อน

    ทรัมป์ไม่เคยขออนุมัติจากสภาคองเกรสเลยแม้แต่ครั้งเดียว

    พรรครีพับลิกันบางคนเริ่มขีดเส้นแบ่งแล้ว

    วุฒิสมาชิกจอห์น เคอร์ติส กล่าวต่อสาธารณะว่าเขาจะไม่สนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารที่ดำเนินต่อไปเกิน 60 วันโดยปราศจากการลงมติ

    ประธานคณะกรรมการกิจการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรเตือนว่าประธานาธิบดีอาจสูญเสียการสนับสนุนหากความขัดแย้งยืดเยื้อไปจนถึงเดือนพฤษภาคม

    หลังวันที่ 1 พฤษภาคม ทรัมป์มี 3 ทางเลือก

    – ขออนุมัติจากสภาคองเกรสเพื่อใช้กำลังทหาร
    – เริ่มลดกำลังทหารลง
    – หรือขอขยายเวลา 30 วันโดยรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจำเป็นต้องใช้เวลามากขึ้นสำหรับการถอนกำลังทหารอย่างปลอดภัย

    เขาเคยกล่าวไว้แล้วว่า “ไม่มีแรงกดดันเรื่องเวลา”

    ทำเนียบขาวเชื่อว่ากฎหมายอำนาจสงคราม (War Powers Act) ไม่ได้บังคับใช้กับผู้บัญชาการสูงสุด

    นั่นเป็นการท้าทายโดยตรงต่อกฎหมายที่มีมานานถึง 53 ปี

    วันพฤหัสบดีจะบอกคุณได้มากว่าสภาคองเกรสยังมีอำนาจเหลืออยู่หรือไม่

    เราจะแจ้งให้คุณทราบความคืบหน้า โปรดเปิดการแจ้งเตือนเนื่องจากมีความสำคัญอย่างยิ่ง

    หลายคนคงเสียดายที่ไม่ได้ติดตามเราเร็วกว่านี้
    https://www.facebook.com/share/p/18rgYfqDUW/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,450
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ... อิหร่านเริ่มจะทนไม่ไหวสหรัฐมายึดเรือน้ำมันหลายลำแล้ว...

    ===

    อิหร่านกำลังจะโจมตีเรือของสหรัฐฯ ในเร็วๆ นี้

    อิหร่านเพิ่งส่งจดหมายถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยประกาศว่าตนมี "สิทธิเต็มที่ในการตอบโต้" ต่อการยึดเรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐฯ ในน่านน้ำสากล

    นี่ไม่ใช่ถ้อยคำทางการทูตทั่วไป อิหร่านเคยใช้ถ้อยคำแบบเดียวกันนี้มาก่อนที่จะโจมตีเป้าหมายของสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศ GCC เมื่อประเทศเหล่านั้นอนุญาตให้ใช้ดินแดนของตนในการโจมตีอิหร่าน จดหมายถูกส่งไปแล้ว จากนั้นก็มีการยิงขีปนาวุธ

    กองทัพเรือสหรัฐฯ เพิ่งยึดเรือ MT Majestic และ MT Tiffany และขโมยน้ำมันของอิหร่านไป 3.8 ล้านบาร์เรลโดยใช้กำลังอาวุธในทะเลหลวง อิหร่านเรียกมันว่าการโจรสลัด อิหร่านเรียกมันว่าเป็นการกระทำที่ก้าวร้าวภายใต้มติที่ 3314 ของสหประชาชาติ อิหร่านได้เขียนเรื่องนี้ลงในเอกสารของสหประชาชาติแล้ว

    คอยดูว่าอิหร่านจะทำอะไรต่อไป ไม่ใช่สิ่งที่มันพูด ขีปนาวุธดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ตามมา!
    https://www.facebook.com/share/p/1GyTiX4oMY/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,450
    ค่าพลัง:
    +97,153
    (Apr 29) เปิดชนวนรอยร้าว OPEC ชี้ UAE ไม่ใช่รายแรกที่ถอนตัว : การออกจาก OPEC ของ UAE ไม่ได้เป็นแค่การเปลี่ยนสมาชิก แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าความเป็นเอกภาพของกลุ่มกำลังสั่นคลอน และอาจนำไปสู่ผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลกในระยะถัดไป
    FB_IMG_1777473901880.jpg
    วันที่ 29 เมษายน 2569 การตัดสินใจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ในการถอนตัวออกจาก OPEC สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบพลังงานโลกอย่างมีนัยสำคัญ

    แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประเทศสมาชิกเลือกออกจากกลุ่ม โดยก่อนหน้านี้กาตาร์ได้ถอนตัวในปี 2562 เพื่อมุ่งเน้นธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ขณะที่เอกวาดอร์ออกจากกลุ่มในปี 2563 เพื่อลดภาระทางการคลัง และแองโกลาถอนตัวในปี 2567 เนื่องจากไม่พอใจโควตาการผลิต โดยสาเหตุหลักของการถอนตัวเหล่านี้มักเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดด้านการผลิตและยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
    องค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ก่อตั้งขึ้นในปี 1960 เพื่อควบคุมอุปทานน้ำมันและรักษาเสถียรภาพราคาในตลาดโลก ปัจจุบันโลกผลิตน้ำมันประมาณ 100-102 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยข้อมูลจาก International Energy Agency (IEA) ระบุว่า OPEC ผลิตน้ำมันราว 27-30 ล้านบาร์เรล/วัน หรือคิดเป็นประมาณ 30% ของอุปทานโลก และหากรวมพันธมิตร OPEC+ เช่น รัสเซีย สัดส่วนจะเพิ่มเป็น 40-45% ของตลาดโลก

    อย่างไรก็ตาม กลไกโควตาการผลิตกลายเป็นจุดเปราะบางของกลุ่ม โดยเฉพาะในกรณีของ UAE ซึ่งข้อมูลจาก IEA ระบุว่า UAE มีการผลิตจริงประมาณ 2.3-2.4 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่มีกำลังการผลิตสูงสุดถึง 4.0-4.3 ล้านบาร์เรล/วัน หมายความว่าประเทศใช้ศักยภาพได้เพียงราวครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้เกิดต้นทุนโอกาสจากการลงทุนที่ไม่สามารถสร้างรายได้เต็มที่

    ในขณะที่ประเทศแกนหลักอย่างซาอุดีอาระเบียยังคงมีบทบาทนำในการควบคุมตลาด โดยข้อมูลจาก U.S. Energy Information Administration ระบุว่า ซาอุดีอาระเบียผลิตน้ำมันประมาณ 9-10 ล้านบาร์เรล/วัน จากศักยภาพสูงสุดราว 12 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่อิหร่านผลิตประมาณ 4-4.5 ล้านบาร์เรล/วัน และอิหร่านผลิตราว 3-3.5 ล้านบาร์เรล/วัน แม้จะถูกคว่ำบาตร

    ด้านนโยบาย OPEC+ ข้อมูลจากแถลงการณ์ของ OPEC เดือนเมษายน 2568 ระบุว่า กลุ่มยังคงจำกัดการผลิตประมาณ 2 ล้านบาร์เรล/วัน และมีการลดเพิ่มเติมโดยสมัครใจรวมสูงถึง 3.5-5 ล้านบาร์เรล/วัน เพื่อพยุงราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม รายงานของนักวิเคราะห์จาก Kpler และ Rystad Energy ชี้ว่าปัญหาสำคัญคือการที่บางประเทศไม่ปฏิบัติตามโควตา ขณะที่บางประเทศได้รับการยกเว้น เช่น อิหร่าน ลิเบีย และเวเนซุเอลา

    นอกจากปัจจัยเศรษฐกิจแล้ว ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นแรงเร่งสำคัญ โดย U.S. Energy Information Administration ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซคิดเป็นกว่า 20% ของอุปทานโลก การปิดเส้นทางดังกล่าวจึงส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประเทศผู้ส่งออกอย่าง UAE

    นักวิเคราะห์จาก Kpler ระบุว่า ประเทศอย่างคาซัคสถาน ซึ่งผลิตเกินโควตาอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นผู้สมัครรายถัดไป ขณะที่ไนจีเรียกำลังลดการพึ่งพาการส่งออกน้ำมันดิบ และหันไปเน้นการกลั่นภายในประเทศผ่าน Dangote refinery ส่วนเวเนซูเอลา ซึ่งกำลังฟื้นกำลังการผลิต ก็อาจต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้น

    นักวิเคราะห์จาก Rapidan Energy Group เตือนว่า หากเกิดการถอนตัวต่อเนื่อง OPEC อาจสูญเสียส่วนแบ่งตลาดต่ำกว่า 25% ของโลก ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่ออำนาจในการกำหนดราคา และเพิ่มความผันผวนในตลาดพลังงานโลก

    อย่างไรก็ตาม รายงานวิเคราะห์ของ IEA ชี้ว่า OPEC ยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต เช่น การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กลุ่มสามารถประสานการลดกำลังการผลิตเพื่อพยุงราคาน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ดังนั้น การถอนตัวของ UAE จึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของตลาดพลังงานโลก จากระบบควบคุมร่วมกันไปสู่การแข่งขันของแต่ละประเทศ และตั้งคำถามสำคัญว่า ในอนาคต OPEC จะยังคงเป็นผู้กำหนดเกมของตลาดน้ำมันโลก หรือจะกลายเป็นเพียงหนึ่งในผู้เล่นในตลาดที่ผันผวนมากขึ้น

    Source: การเงินธนาคารออนไลน์
    https://moneyandbanking.co.th/2026/240920/

    เพิ่มเติม
    - United Arab Emirates to quit oil cartel Opec : https://www.bbc.com/news/articles/cj4pxwlr52yo

    Cr. BBC

    https://www.facebook.com/share/18SywRrecE/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,450
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จับตาพันธมิตรเหล็ก! ปากีสถานปลดหนี้ก้อนโต 3.5 พันล้านดอลลาร์ ขอบคุณซาอุฯ มิตรแท้ในยามยาก
    เมื่อมิตรภาพไม่ได้วัดกันที่คำพูด แต่วัดกันที่จำนวนเงินที่โอนเข้าบัญชีในวันที่เพื่อนลำบากที่สุดครับ
    —————
    [เบื้องหลังวิกฤตหนี้สินและศักดิ์ศรีของปากีสถาน]
    [จุดเริ่มต้นของการยื่นมือเข้ามาของซาอุดีอาระเบีย]
    [ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกว่าแค่เรื่องผลประโยชน์]
    [จุดพีคของพันธมิตรนิวเคลียร์และอำนาจต่อรอง]
    [บทสรุปของเอกราชทางการเมืองและมิตรภาพที่ยั่งยืน]
    —————
    [เบื้องหลังวิกฤตหนี้สินและศักดิ์ศรีของปากีสถาน]
    :
    1- ปากีสถานกำลังเผชิญกับมรสุมทางเศรษฐกิจอย่างหนัก หนี้สินรัดตัวจนแทบจะขยับตัวไปไหนไม่ได้เลยครับ
    2- เงินจำนวน 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไม่ใช่เงินน้อยๆ และมันกำลังกลายเป็นห่วงรัดคอที่ทำให้รัฐบาลต้องปวดหัว
    3- ท่ามกลางแรงกดดันจากสถาบันการเงินโลก ปากีสถานต้องการทางออกที่รวดเร็วและไม่ต้องแลกมาด้วยการเสียเอกราชทางการเมืองครับ
    —————
    [จุดเริ่มต้นของการยื่นมือเข้ามาของซาอุดีอาระเบีย]
    :
    4- ในจังหวะที่มืดแปดด้าน ซาอุดีอาระเบียพี่ใหญ่แห่งโลกมุสลิมก็ก้าวเข้ามาพร้อมเช็คปึกใหญ่ทันทีครับ
    5- การช่วยเหลือครั้งนี้ไม่ใช่แค่การกู้ยืมธรรมดา แต่มันคือการ "ปลดล็อก" วิกฤตที่กำลังจะระเบิดให้สงบลงได้อย่างรวดเร็ว
    6- นายกรัฐมนตรีปากีสถานถึงกับออกมายอมรับแบบเต็มปากเต็มคำว่า ขอบคุณซาอุฯ ที่ช่วยแก้ปัญหาให้เราได้ในทันทีครับ
    —————
    [ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกว่าแค่เรื่องผลประโยชน์]
    :
    7- หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมซาอุฯ ถึงยอมทุ่มเงินมหาศาลขนาดนี้? แอดจะบอกว่ามันคือเรื่องของ "มิตรแท้" ครับ
    8- ปากีสถานมีประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอกราชมาอย่างยาวนาน และพวกเขามีจุดยืนที่ชัดเจนมากในเรื่องการตัดสินใจทางการเมือง
    9- ความเป็นอิสระนี้เองที่ทำให้ซาอุฯ มองว่าปากีสถานไม่ใช่แค่บริวาร แต่เป็น "พันธมิตรทางยุทธศาสตร์" ที่พึ่งพาได้จริงครับ
    —————
    [จุดพีคของพันธมิตรนิวเคลียร์และอำนาจต่อรอง]
    :
    10- อย่าลืมนะครับว่าปากีสถานคือมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่มีความน่าเชื่อถือสูงมาก และนี่คือไพ่ตายในเวทีโลก
    11- การที่ซาอุฯ สนับสนุนปากีสถาน จึงเท่ากับการเสริมเกราะป้องกันให้ขั้วอำนาจฝั่งตนเองให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น
    12- เมื่อมหาอำนาจนิวเคลียร์มาจับมือกับมหาอำนาจน้ำมัน บอกเลยว่าขั้วอำนาจฝั่งตะวันตกมีหนาวๆ ร้อนๆ แน่นอนครับ
    —————
    [บทสรุปของเอกราชทางการเมืองและมิตรภาพที่ยั่งยืน]
    :
    13- บทเรียนครั้งนี้สอนให้รู้ว่า ในโลกของการเมือง มิตรภาพที่แท้จริงคือการเกื้อกูลกันในวันที่ล้มครับ
    14- ปากีสถานยังคงรักษาศักดิ์ศรีและเอกราชไว้ได้ โดยไม่ต้องยอมก้มหัวให้เงื่อนไขที่บีบคั้นเกินไปจากที่อื่น
    15- และนี่คือบทพิสูจน์ว่า สายสัมพันธ์ระหว่างซาอุฯ และปากีสถาน คือของจริงที่ใครก็สั่นคลอนไม่ได้ครับผม
    —————
    สรุปคือ เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องของชั้นเชิงการทูตที่ล้ำลึกสุดๆ ครับ ใครเห็นด้วยกับแอดบ้าง?
    สรุปและเรียบเรียงจาก: สำนักข่าวรอยเตอร์, แถลงการณ์ทำเนียบนายกรัฐมนตรีปากีสถาน, วิเคราะห์โดยทีมข่าวต่างประเทศ

    https://www.facebook.com/share/1c1JL6J6iS/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,450
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เผยภาพ ทหารเขมรรุกประชิดแนวลวดหนามไทย

    “โฆษกกลาโหม”ชีั ทหารเขมร ทำผิดข้อตกลง รุกประชิดแนวลวดหนามไทย
    เขต Troop Deployment Line
    ทหารไทย จุดประทัดไล่ 3 นัด
    เปล่า ใช้ปืนยิง
    ขณะ เขมร นำคณะผช.ทูตทหารต่างประเทศ ลงพื้นที่ โอร์เสม็ด ช่องจอม สุรินทร ใกล้คาสิโน-เมืองสแกมเมอร์
    ขอ ประชาชนติดตามข้อมูล
    ระวังข่าวบิดเบือนใน “ยุคสงครามข้อมูลข่าวสาร”

    .

    จากกรณีสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ภายหลังโฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาออกมาแถลงกล่าวอ้างว่า ทหารไทยได้ใช้อาวุธยิงเข้ามาในพื้นที่บริเวณด่านโอร์เสม็ด รวม 5 ครั้ง โดยระบุว่าใช้อาวุธทั้งปืนไรเฟิล เครื่องยิงลูกระเบิด M79 และปืนเล็กยาว M16 ในช่วงเวลาประมาณ 10.35 น. ถึง 11.09 น. ของวันนี้ (29 เมษายน 2569) ระหว่างนำคณะผู้ช่วยทูตทหารลงพื้นที่สังเกตการณ์นั้น

    พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ยืนยันอย่างชัดเจนว่า จากการตรวจสอบกับกองทัพบก เหตุการณ์เกิดจากฝ่ายทหารกัมพูชาได้แสดงการยั่วยุในลักษณะเข้าใกล้แนวลวดหนามของฝ่ายไทย ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงร่วม (Joint Statement) ที่ทั้งสองฝ่ายได้มีการลงนามร่วมกันเมื่อ 27 ธันวาคม 2568

    ทั้งที่มีการแจ้งเตือนและทำความเข้าใจเรื่องข้อตกลงร่วมกันไว้แล้ว แต่ยังคงพบการกระทำซ้ำ

    หน่วยในพื้นที่จึงได้ดำเนินการจุดประทัดจำนวน 3 นัด เพื่อเป็นสัญญาณแจ้งเตือนตามขั้นตอนของกฏการใช้กำลัง ส่งผลให้ฝ่ายกัมพูชาถอยห่างออกจากบริเวณแนวลวดหนาม

    ทั้งนี้ ไม่มีการใช้อาวุธ หรือเปิดฉากยิงตามที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด โดยสถานการณ์ในภาพรวมยังคงอยู่ในความควบคุมของหน่วยงานด้านความมั่นคง

    หน่วยงานความมั่นคงของไทย ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน และรักษาเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

    ขอความร่วมมือประชาชนและสื่อมวลชน รับฟังข้อมูลข่าวสารจากแหล่งทางการเป็นหลัก และใช้วิจารณญาณในการรับ–ส่งต่อข้อมูลข่าวสาร เนื่องจากในปัจจุบันสถานการณ์ความมั่นคงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่ทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่มิติของ Information Warfare หรือสงครามข้อมูลข่าวสาร ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

    กระทรวงกลาโหมยืนยันว่า จะดำเนินการสื่อสารข้อมูลด้วยความ “รวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใส” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และรักษาผลประโยชน์ของประเทศอย่างสูงสุด

    #โอร์สเม็ด
    #ข่องจอม
    https://www.facebook.com/share/1DaXwYvuw6/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,450
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผมอธิบายนโยบายการเงินที่ผิดพลาด ฮ่องกงกำลังตายเพราะค่าเงินแข็ง และไทยก็ทำแบบเดียวกัน
    FB_IMG_1777474631159.jpg
    แต่เงินฮ่องกงแข็งเพราะปักกิ่งบังคับ ขณะที่เงินบาทไทยบังคับด้วย ธุรกิจใหญ่ที่เป็นฝั่งนำเข้า ไม่ใช่เกษตรกรผู้ส่งออก หรือไกด์นำเที่ยวในประเทศ

    ครั้งหนึ่ง ฮ่องกงคือดินแดนในฝันของนักลงทุน นักท่องเที่ยว และนักชิมทั่วโลก ทั้งศูนย์กลางการเงินระดับสากล สวรรค์ของคนรักอาหาร และประตูสู่เอเชีย แต่วันนี้ภาพนั้นกำลังพังทลายลงทีละน้อย จากแรงกดดันหลายทิศทางที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง
    --------------------------------------------------------------------------------
    กับดักค่าเงิน: ปัญหาที่มองไม่เห็นแต่เจ็บปวดที่สุด
    หนึ่งในรากเหง้าของวิกฤตที่หลายคนมองข้ามคือ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตรึงค่า (Linked Exchange Rate System) ที่ผูกค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงไว้กับดอลลาร์สหรัฐในอัตราคงที่ราว 7.8 HKD ต่อ 1 USD มาตั้งแต่ปี 1983

    ระบบนี้เคยเป็นจุดแข็งที่สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน แต่ในยุคที่จีนแผ่นดินใหญ่เติบโตขึ้นและเงินหยวนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ผลที่ตามมาคือ ฮ่องกงกลายเป็นเมืองที่แพงผิดปกติเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านข้ามพรมแดน ชาบูหม้อเดียวในฮ่องกงอาจราคา 300 ดอลลาร์ฮ่องกง ขณะที่ข้ามไปเพียงไม่กี่สถานีรถไฟถึงเซินเจิ้น ราคาเดียวกันซื้อได้ในราคาเพียง 100 ดอลลาร์ฮ่องกง ความต่างนี้ไม่ได้เกิดจากคุณภาพ แต่เกิดจากโครงสร้างค่าเงินที่ฮ่องกงแทบไม่มีอำนาจควบคุม

    ผลคือนักท่องเที่ยวต่างชาติมองว่าฮ่องกง "แพงเกินคุ้ม" เมื่อเทียบกับโตเกียว กัวลาลัมเปอร์ หรือแม้แต่กรุงเทพฯ ในขณะที่คนในเมืองเองก็เลือกที่จะออกไปใช้จ่ายฝั่งจีนแทน
    --------------------------------------------------------------------------------
    เมื่อกฎหมายความมั่นคงเปลี่ยนสมการทุกอย่าง
    ปัญหาค่าเงินยังซ้ำเติมด้วยมิติทางการเมือง หลังจากปักกิ่งบังคับใช้ กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ สหรัฐฯ ถอนสิทธิพิเศษทางการค้าที่เคยมอบให้ฮ่องกงในฐานะเขตปกครองพิเศษ สถานะ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ที่เคยเป็นแต้มต่อสำคัญก็เริ่มเลือนลาง เงินทุนระหว่างประเทศและบุคลากรคุณภาพสูงต่างพากันย้ายฐานไปสิงคโปร์ ซึ่งวันนี้กลายเป็นศูนย์กลางการเงินเอเชียที่แท้จริงแทน
    --------------------------------------------------------------------------------
    วิกฤตร้านอาหาร: กระจกสะท้อนสังคมที่กำลังสูญเสียตัวเอง
    ไม่มีภาคส่วนไหนที่สะท้อนวิกฤตนี้ได้ชัดเจนเท่าอุตสาหกรรมร้านอาหาร ซึ่งถือเป็นจิตวิญญาณของฮ่องกงมาตลอด

    ต้นทุนกดทับจากทุกทาง ทั้งค่าเช่าพื้นที่ที่เจ้าของไม่ยอมลด ค่าแรงที่สูงขึ้นจากการขาดแคลนแรงงาน และวัตถุดิบที่แพงขึ้นตามเงินเฟ้อ ในขณะเดียวกัน รายได้กลับหดหาย เพราะชาวฮ่องกงข้ามไปกินฝั่งเซินเจิ้นทุกสุดสัปดาห์ ส่วนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาก็เปลี่ยนพฤติกรรมเป็น "ทัวร์ศูนย์เหรียญ" มาเดินถ่ายรูปวันเดียวแล้วกลับ ไม่ได้มานั่งรับประทานอาหารในร้านราคาแพงอีกต่อไป ซ้ำร้ายกว่านั้นคือเชนร้านอาหารจากจีนแผ่นดินใหญ่บุกเข้ามาทำสงครามราคา จนร้านดั้งเดิมแบกรับไม่ไหว

    ผลลัพธ์คือการปิดตัวของร้านระดับตำนานทยอยกันในต้นปี 2026 ไม่ว่าจะเป็น House of Canton ร้านอาหารกวางตุ้งอายุ 40 ปี, ร้านน้ำชาชิงลองซิี้ ที่ยืนหยัดมาถึง 67 ปี และ ร้านซันชัน ที่เคยผ่านพ้นทั้ง SARS และโควิด-19 มาได้ แต่สุดท้ายสู้เศรษฐกิจในยุคนี้ไม่ไหว
    --------------------------------------------------------------------------------
    ฮ่องกงพังจากการบีบรัดทั้งกับดักค่าเงินที่ปรับตัวไม่ได้ การเมืองที่ลิดรอนอภิสิทธิ์ที่เคยมี และการแข่งขันจากจีนที่รุกเข้ามาถึงหน้าบ้าน
    สิ่งที่กำลังตายไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่คือวิถีชีวิต อัตลักษณ์ และความเป็นฮ่องกงที่โลกเคยรู้จัก

    ลอย ชุนพงษ์ทอง เรียบเรียง

    https://www.facebook.com/share/18T7zMGobV/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,450
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตบหน้าซาอุฯ! ประกาศถอนตัวจาก OPEC สะเทือนบัลลังก์ราคาน้ำมันโลก
    เมื่อเบอร์ 3 ของกลุ่มขอแยกวง งานนี้ระเบียบโลกมีเปลี่ยนแน่นอนครับ
    —————
    [จุดเริ่มต้นและเบื้องหลัง]
    [ชนวนเหตุการแตกหัก]
    [กลยุทธ์ลับท่อส่งน้ำมันเลี่ยงฮอร์มุซ]
    [ผลกระทบต่อราคาน้ำมันและอำนาจ OPEC]
    [บทสรุปและอนาคตใหม่ของ UAE]
    —————
    [จุดเริ่มต้นและเบื้องหลัง]
    :
    1- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกหลังประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกกลุ่ม OPEC และ OPEC+ อย่างเป็นทางการ โดยมีผลในวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 นี้ครับ
    2- ต้องบอกว่า UAE เป็นสมาชิกมายาวนานกว่า 50 ปี และเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 3 ของกลุ่ม การเดินจากไปครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องธรรมดา แต่มันคือการท้าทายอำนาจพี่ใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบียโดยตรงเลยล่ะครับ
    3- ตลอดหลายปีที่ผ่านมา UAE อึดอัดใจมาตลอดกับการถูกจำกัดโควตาการผลิตน้ำมัน ทั้งที่ตัวเองลงทุนมหาศาลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต แต่กลับต้องยอมลดตามคำสั่งกลุ่มเพื่อพยุงราคาเอาไว้
    —————
    [ชนวนเหตุการแตกหัก]
    :
    4- ความตึงเครียดถึงจุดเดือดเมื่อสงครามในตะวันออกกลางครั้งล่าสุด (เมษายน 2026) ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดตาย ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงจนราคาน้ำมันพุ่งสูงปรี๊ดครับ
    5- ในขณะที่อิหร่านและซาอุฯ พยายามใช้ราคาน้ำมันเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ UAE กลับมองว่า "กูไม่เอาด้วยแล้ว" เพราะผลประโยชน์ของชาติสำคัญกว่าการมานั่งรักษาสัญญาที่ทำให้ตัวเองเสียเปรียบครับ
    6- การถอนตัวครั้งนี้ทำให้ UAE มีอิสระเต็มที่ในการปั๊มน้ำมันออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นทันที 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นการประกาศกร้าวว่าจากนี้ไป "ข้าจะคุมเกมเอง"
    —————
    [กลยุทธ์ลับท่อส่งน้ำมันเลี่ยงฮอร์มุซ]
    :
    7- หลายคนสงสัยว่าช่องแคบฮอร์มุซปิดอยู่ แล้ว UAE จะเอาน้ำมันออกไปขายยังไง? ตรงนี้แหละครับที่เป็นไม้ตายสำคัญที่ทำให้เขากล้าหักดิบกับทุกคน
    8- UAE มีท่อส่งน้ำมันยุทธศาสตร์ที่ส่งตรงไปยังเมือง "ฟูไจราห์" (Fujairah) ซึ่งตั้งอยู่ริมมหาสมุทรอินเดีย ท่อนี้ไม่ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแม้แต่เซนติเมตรเดียวครับ
    9- หมายความว่าในขณะที่ชาติอื่นในอ่าวเปอร์เซียต้องปวดหัวกับการส่งออกเพราะติดสงคราม แต่ UAE กลับนั่งชิลส่งน้ำมันขายทั่วโลกได้แบบสบายใจเฉิบ นี่คือแต้มต่อที่เหนือชั้นจริงๆ ครับ
    —————
    [ผลกระทบต่อราคาน้ำมันและอำนาจ OPEC]
    :
    10- การที่ UAE ปล่อยน้ำมันส่วนเกินออกมาเพิ่มขึ้น จะทำให้แผนการคุมราคาของ OPEC พังทลายลงทันที และอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกเริ่มปรับตัวลดลงในระยะยาวครับ
    11- นักวิเคราะห์มองว่านี่คือ "จุดจบของยุคทอง OPEC" เพราะเมื่อสมาชิกคนสำคัญเดินออกไป ความเชื่อมั่นในกลุ่มก็หายวับไปกับตา ชาติอื่นอาจจะเริ่มทำตามในไม่ช้า
    12- งานนี้อิหร่านที่กำลังพยายามคุมเกมในภูมิภาคอาจจะต้องกุมขมับ เพราะน้ำมันจาก UAE จะเข้ามาแทนที่ส่วนแบ่งตลาดที่หายไปจากภาวะสงครามได้อย่างรวดเร็วครับ
    —————
    [บทสรุปและอนาคตใหม่ของ UAE]
    :
    13- บทสรุปของดราม่านี้คือ UAE เลือกที่จะเป็น "อิสระ" เพื่อเร่งขยายฐานเศรษฐกิจและเอาใจมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐฯ ที่กำลังกระหายพลังงานราคาถูก
    14- การเดินเกมครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าในโลกของการเมืองและพลังงาน "ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร" มีเพียงผลประโยชน์ของชาติเท่านั้นที่ยืนยงที่สุดครับ
    15- แอดมองว่าหลังจากนี้เราจะได้เห็นการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น และ UAE จะกลายเป็นผู้เล่นตัวท็อปที่ไม่ต้องอยู่ใต้เงาใครอีกต่อไป น่าติดตามจริงๆ ครับว่าซาอุฯ จะแก้เกมนี้ยังไง
    —————
    สรุปและเรียบเรียงจาก:
    +4

    สำนักข่าว Emirates News Agency (WAM)

    รายงานวิเคราะห์จาก Atlantic Council

    บทวิเคราะห์เศรษฐกิจพลังงาน Wood Mackenzie

    ข่าวสารสถานการณ์ตะวันออกกลางเมษายน 2026

    https://www.facebook.com/share/1ctMhJNK1K/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,450
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ‼️พาวเวลล์ทิ้งทวนแรง 'กูไม่ออก' กรรมการแตกแถว 4 คน ครั้งแรกในรอบ 33 ปี

    สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้มีเรื่องใหญ่จากฝั่งสหรัฐฯ ที่ต้องเล่าให้ฟังแบบลงลึก เพราะเป็นการประชุม Fed ที่ "มันส์" ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และเป็นการประชุมสุดท้ายของ Jerome Powell ในฐานะประธาน Fed อีกด้วย เรียกได้ว่าทิ้งทวนแบบไม่มีใครคาดคิด

    ⚠️ มติคงดอกเบี้ย แต่ที่ฮือฮาคือ "เสียงแตก" 4 คน

    Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในกรอบ 3.50-3.75% ซึ่งตลาดคาดไว้อยู่แล้ว ไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไร แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดสะดุ้งคือ "ผลโหวต" ค่ะ คะแนนออกมา 8 ต่อ 4 เสียง ซึ่งหมายความว่ามีกรรมการถึง 4 คนไม่เห็นด้วยกับมติเสียงข้างมาก และนี่คือครั้งแรกตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 1992 หรือกว่า 33 ปีมาแล้ว ที่ Fed มีกรรมการแตกแถวพร้อมกันถึง 4 คน เรียกได้ว่าเป็นเหตุการณ์ระดับประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

    แล้วใครแตกแถวบ้าง? ต้องแยกเป็นสองกลุ่มนะคะ เพราะเหตุผลคนละทิศคนละทางเลย

    กลุ่มแรกมี 3 คน คือ Beth Hammack ประธาน Fed สาขา Cleveland, Neel Kashkari ประธาน Fed สาขา Minneapolis และ Lorie Logan ประธาน Fed สาขา Dallas ทั้งสามคนนี้ "เห็นด้วย" ที่จะคงดอกเบี้ย แต่ "ไม่เห็นด้วย" กับการที่แถลงการณ์ยังคงมีท่าทีที่ตลาดตีความว่าจะลดดอกเบี้ยในอนาคต (easing bias)

    ส่วนคนที่ 4 คือ Stephen Miran ที่นั่งอยู่ในบอร์ดผู้ว่าการ ซึ่งคนนี้ดิสเซนต์ในทิศตรงข้ามเลยค่ะ คือต้องการให้ "ลด" ดอกเบี้ย 0.25% เลยด้วยซ้ำ

    ที่นิคกี้บอกว่ามันส์มาก เพราะมันสะท้อนว่าคณะกรรมการ Fed ตอนนี้แตกออกเป็นสามขั้ว ขั้วสายเหยี่ยว (Hawkish) ที่กังวลเงินเฟ้อจนอยากจะส่งสัญญาณว่าอาจต้องขึ้นดอกเบี้ย ขั้วสายพิราบ (Dovish) ที่อยากลดดอกเบี้ยตอนนี้เลย และขั้วเสียงข้างมากตรงกลางที่เลือกอยู่นิ่งๆ ก่อน

    ⁉️ ทำไมเรื่อง "easing bias" ถึงสำคัญมาก?

    ตรงนี้นิคกี้อยากอธิบายให้ลึกหน่อย เพราะมันคือหัวใจของความขัดแย้งวันนี้เลย คำว่า easing bias หรือ "ท่าทีโน้มเอียงไปทางผ่อนคลาย" คือการใช้ภาษาในแถลงการณ์ที่ตลาดอ่านแล้วเดาได้ว่า "ก้าวต่อไปน่าจะเป็นการลดดอกเบี้ย"

    ซึ่งในแถลงการณ์ของ Fed มีประโยคเด็ดที่ว่า "ในการพิจารณาขอบเขตและจังหวะของการปรับเพิ่มเติมต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบาย คณะกรรมการจะประเมินข้อมูลใหม่ มุมมองที่เปลี่ยนแปลง และความสมดุลของความเสี่ยงอย่างรอบคอบ"

    ฟังดูเหมือนภาษากลางๆ ใช่ไหมคะ? แต่นักวิเคราะห์อย่าง Ian Lyngen จาก BMO Capital Markets และ Katherine Judge จาก CIBC Capital Markets ตีความตรงกันว่า ประโยคนี้สื่อถึง easing bias เพราะคำว่า "additional adjustments" หรือ "การปรับเพิ่มเติม" ตามบริบทมันโยงกับการลดดอกเบี้ย 3 ครั้งติดที่ Fed ทำไปในช่วงปลายปี 2025

    พูดง่ายๆ คือ "การปรับเพิ่ม" ในที่นี้คนตีความว่าหมายถึง "การลดเพิ่ม" นั่นเอง

    ทั้งสามคนที่แตกแถวจึงอยากให้ Fed ปรับเป็นภาษาแบบ "two-sided" หรือเป็นกลางทั้งสองด้าน คือเปิดทางให้ทั้งขึ้นและลดดอกเบี้ยได้ เพราะตอนนี้เงินเฟ้ออยู่เหนือเป้า 2% มาแล้วถึง 5 ปีติด แล้วยังโดนสงครามตะวันออกกลางมาซ้ำเติมเรื่องราคาน้ำมันอีก พวกเขาเลยมองว่าโอกาสที่จะต้อง "ขึ้น" ดอกเบี้ยมันมีจริง ไม่ควรพูดข้างเดียว

    ️พาวเวลล์ตอบโจทย์ตลาดอย่างไร?

    Powell ออกมาแถลงข่าวครั้งสุดท้ายในตำแหน่งประธาน Fed และยอมรับว่าศูนย์กลางของคณะกรรมการ "กำลังเคลื่อนไปทางจุดที่เป็นกลางมากขึ้น" แต่เสียงข้างมากยังรู้สึกว่า "ไม่จำเป็นต้องส่งสัญญาณนั้นออกมาตอนนี้"

    ซึ่งภาษาแบบนี้แปลว่าการเปลี่ยนภาษาในแถลงการณ์อาจเกิดขึ้นในการประชุมครั้งหน้าก็ได้ค่ะ

    Powell ยังบอกอีกว่าจำนวนเจ้าหน้าที่ Fed ที่อยากให้ใช้ภาษาเป็นกลางมากขึ้นนั้น "เพิ่มขึ้น" และการอภิปรายครั้งนี้ "ดุเดือด" แต่ก็ยังไม่ใช่เสียงข้างมาก พูดอีกอย่างคือ ลมเริ่มเปลี่ยนทิศแล้ว แค่ยังไม่แรงพอ

    มีอีกเรื่องที่น่าสนใจคือ Powell บอกว่าผลกระทบจากภาษีนำเข้า (tariff) ต่อเงินเฟ้อ "น่าจะถึงจุดสูงสุดเร็วๆ นี้" และ "เราคาดว่าจะเกิดขึ้นในอีก 2 ไตรมาสข้างหน้า" ซึ่งหมายความว่า Fed ยังเชื่อว่าผลกระทบของภาษีจะค่อยๆ จางหายไป แต่ผลของน้ำมัน "ยังอยู่ข้างหน้าเรา" และตามข้อมูลของ Bloomberg Intelligence ผลกระทบของน้ำมันแพงต่อการบริโภคจริงๆ จะใช้เวลา 3-4 เดือนถึงจะเห็นในข้อมูลการใช้จ่ายของผู้บริโภค

    ‼️ดราม่าใหญ่ พาวเวลล์ "ไม่ออก” ขอนั่งต่อในบอร์ด

    ส่วนนี้คือไฮไลท์ที่นิคกี้คิดว่าต้องเล่าแบบยาวค่ะ เพราะเป็นเรื่องเชิงสถาบันที่สำคัญมากค่ะ

    Powell ประกาศชัดเจนว่าหลังหมดวาระประธาน Fed ในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ "จะไม่ลาออก" จากตำแหน่งผู้ว่าการ Fed (governor) ซึ่งวาระของเขาจะหมดในเดือนมกราคม 2028 ค่ะ

    ปกติประธาน Fed เมื่อหมดวาระประธาน จะลาออกจากบอร์ดไปเลย เป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาตลอด แต่ Powell ตัดสินใจหักธรรมเนียมนี้ เพราะอะไร?

    เพราะเรื่อง "การสอบสวนของกระทรวงยุติธรรม" เกี่ยวกับโครงการรีโนเวทอาคาร Fed ที่งบบานปลาย โดย Powell บอกว่ากระทรวงยุติธรรมรับปากเขาในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าจะไม่กลับมาสอบสวนทางอาญาอีก เว้นแต่ผู้ตรวจสอบภายใน Fed จะแนะนำให้ทำ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ เพราะ Jeanine Pirro อัยการสหรัฐฯ ประจำเขต Columbia ก็พูดไว้ว่าอาจรื้อคดีกลับมาได้

    Powell พูดประโยคเด็ดว่า "ฉันบอกแล้วว่าจะไม่ออกจากบอร์ดจนกว่าการสอบสวนนี้จะจบสิ้นจริงๆ ด้วยความโปร่งใสและความเด็ดขาด ฉันยังยืนยันคำเดิม ฉันจะออกเมื่อฉันเห็นว่าเหมาะสม" และเขาย้ำว่าจะ "เก็บโปรไฟล์ต่ำ" ไม่พยายามเป็น "shadow chair" หรือประธานเงา ที่คอยมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของประธานคนใหม่

    แต่ในมุมมองตลาด การที่ Powell อยู่ต่อนี่เป็นข่าวร้ายของประธานาธิบดี Trump ค่ะ เพราะมันปิดโอกาสที่ Trump จะแต่งตั้งคนใหม่เข้ามาแทน Powell ในบอร์ด และทำให้ Kevin Warsh ที่จะเข้ามาเป็นประธาน Fed คนใหม่ ทำงานยากขึ้นด้วย เพราะต้องนั่งทำงานข้างๆ คนที่ตัวเองเคยวิจารณ์อย่างหนัก

    ตลาดพนัน (betting market) ยังให้โอกาสน้อยกว่า 50% ที่ Powell จะออกจากบอร์ดภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม

    เควิน วอร์ช คนใหม่ที่จะมาทำงานในวงประหลาด

    Senate Banking Committee ลงมติเห็นชอบการเสนอชื่อ Kevin Warsh ในวันเดียวกันนี้ ส่งต่อไปให้วุฒิสภาเต็มลงมติต่อ ถ้าผ่านการรับรอง Warsh จะมาแทนที่นั่งของ Stephen Miran (คนที่ดิสเซนต์อยากลดดอกเบี้ยวันนี้) แต่ความท้าทายของ Warsh คือเขาต้อง "สร้างฉันทามติ" (consensus) ในคณะกรรมการที่กำลังแตกออกเป็นสามขั้ว และ Powell เคยขึ้นชื่อว่าเป็นคนสร้างฉันทามติเก่งมาก

    ถ้าขนาด Powell ยังคุมไม่ได้ Warsh จะคุมได้ขนาดไหน?

    ที่น่าสนใจคือ Warsh เคยพูดถึง "regime change" หรือ "การเปลี่ยนระบอบ" ที่ Fed อยากปรับวิธีการสื่อสาร เคยเสนอนโยบายงบดุลใหม่ที่ Fed จะถือพันธบัตรน้อยลง โดยเฉพาะ "Fed ไม่ควรถือ Treasury ระยะยาว" และเคยพูดถึงการดู trimmed-mean inflation มากขึ้น (เป็นวิธีคำนวณเงินเฟ้อแบบตัดข้อมูลผิดปกติออก) รวมถึงการสนับสนุนแนวคิด "statecraft" ทางเศรษฐกิจของกระทรวงการคลัง

    ที่ตลกร้ายคือ Powell ถูกถามว่า Warsh จะยืนหยัดต่อแรงกดดันทางการเมืองจาก Trump ได้ไหม Powell ตอบว่า "ฉันจะเชื่อตามที่เขาพูดในการพิจารณาที่วุฒิสภา" เพราะ Warsh เคยให้คำมั่นในที่ประชุมวุฒิสภาว่า "จะไม่เป็นหุ่นเชิดของ Trump อย่างเด็ดขาด"

    Joseph Brusuelas หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ RSM US LLP มองว่าการดิสเซนต์ของสามคนวันนี้ อาจเป็นการ "ปกป้องความเป็นอิสระของ Fed" และส่งสัญญาณว่าหากเงินเฟ้อยังไปในทิศทางที่ต้องขึ้นดอกเบี้ย พวกเขาจะไม่ยอมโดนกดให้ลด

    ตลาดตอบสนองอย่างไร?

    มาดูปฏิกิริยาตลาดกันค่ะ พันธบัตรอายุ 2 ปี ของสหรัฐฯ (2-year Treasury yield) ซึ่งไวต่อทิศทางนโยบาย Fed มากที่สุด พุ่งขึ้น 11 basis points (หรือ 0.11%) มาอยู่ที่ 3.95% ซึ่งถ้าปิดที่ระดับนี้จะเป็นการพุ่งขึ้นในวันประชุม Fed ที่แรงที่สุดตั้งแต่เดือนมกราคม 2022 หรือเกือบ 4 ปีเลยทีเดียว ถ้ายังจำได้ ตอนนั้นคือช่วงก่อนที่ Fed จะเริ่มวงจรขึ้นดอกเบี้ยแบบรัวๆ

    ส่วนการคาดการณ์ของตลาดในช่วงข้างหน้า ณ ตอนนี้นักเทรดให้โอกาสประมาณครึ่งหนึ่งของการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ภายในเดือนเมษายน 2027 พูดง่ายๆ คือตลาดเริ่มเอียงไปทาง "ครั้งหน้าอาจขึ้น" แทนที่จะ "ครั้งหน้าน่าจะลด" แล้ว

    ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นเทียบกับสกุลเงินส่วนใหญ่ และดัชนี S&P 500 ปรับลง 0.19% ในช่วง 30 นาทีแรกหลังประชุม ซึ่งเป็นการลงที่แรงที่สุดในวันประชุม Fed ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 ที่ Fed เคยเตือนเรื่องความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากภาษีของ Trump

    ที่น่าสนใจคือ Ye Xie จาก Bloomberg ตั้งข้อสังเกตว่าหลังจากผ่านไปสักพัก yield พันธบัตร 2 ปีจริงๆ ขึ้นแค่ 2 basis points จากตอนบ่ายสองโมง พูดง่ายๆ คือ FOMC วันนี้ "ไม่ค่อยกระทบ" มุมมองดอกเบี้ยของนักลงทุนเท่าไรนัก น้ำมันที่บวก 7% วันเดียวมีอิทธิพลต่อตลาดดอกเบี้ยมากกว่าด้วยซ้ำ

    ปริศนาเงินเฟ้อ + ตลาดแรงงาน = ฝันร้ายของแบงก์ชาติ

    ส่วนนี้สำคัญมากค่ะ ปัญหาที่ Fed กำลังเผชิญคือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "ฝันร้ายของธนาคารกลาง" คือเงินเฟ้อสูงพร้อมกับการว่างงานที่อาจเพิ่มขึ้น ซึ่งบีบให้นโยบายการเงินถูกดึงไปสองทิศทางพร้อมกัน

    ฝั่งตลาดแรงงาน ดูเหมือนอัตราการว่างงานจะคงที่ แต่การจ้างงานสุทธิตกลงไปใกล้ศูนย์ในรอบปีที่ผ่านมา ทำให้ตลาดแรงงาน "เปราะบาง" หากเจอช็อก

    Powell ก็พูดว่าตลาดแรงงาน "น่าจะกำลังเย็นลงเล็กน้อย" และเขาย้ำด้วยว่าตลาดแรงงานไม่ใช่แหล่งที่มาของเงินเฟ้อในตอนนี้ เวลาที่ต้องกังวลเรื่องนั้นคือตอนช่วงโควิดที่ตลาดแรงงานร้อนแรงต่างหาก

    ฝั่งเงินเฟ้อ น่าเป็นห่วงกว่ามาก เงินเฟ้ออยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของ Fed มา 5 ปีติดต่อกันแล้ว และในวันที่ Fed ประชุม ราคาน้ำมัน Brent ก็แตะระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 รายงานเงินเฟ้อผู้บริโภคเดือนมีนาคมที่ผ่านมาก็พุ่งแรงสุดในรอบเกือบ 4 ปี โดยมีสาเหตุหลักจากราคาน้ำมันเบนซินที่ขึ้นแบบทำสถิติ

    ที่น่ากังวลคือนักเศรษฐศาสตร์เตือนว่ายิ่งสงครามยืดเยื้อ ผลกระทบของเงินเฟ้อก็จะลามจาก "พลังงาน" ไปสู่ "สินค้าและบริการอื่นๆ" มากขึ้น และในแถลงการณ์ Fed ปรับคำว่าเงินเฟ้อจาก "somewhat elevated" หรือ "ค่อนข้างสูง" เป็น "elevated" หรือ "สูง" เฉยๆ ซึ่งดูผิวเผินไม่มาก แต่ในภาษาแบงก์ชาติคือการยกระดับความกังวลขึ้นมาแล้ว

    ส่วนเรื่องสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน Fed ก็ปรับภาษาในแถลงการณ์เช่นกัน จากเดิมที่บอกว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ "uncertain" เปลี่ยนเป็น "Developments in the Middle East are contributing to a high level of uncertainty about the economic outlook" หรือ "พัฒนาการในตะวันออกกลางกำลังก่อให้เกิดความไม่แน่นอนระดับสูงต่อมุมมองเศรษฐกิจ" เน้นคำว่า "high level" หรือ "ระดับสูง" ขึ้นมาชัดเจน

    พาวเวลล์มอง Neutral Rate ที่ไหน?

    มีประเด็นเทคนิคที่น่าสนใจค่ะ Powell บอกว่าเขามองอัตราดอกเบี้ยที่ "เป็นกลาง" หรือ neutral rate (ระดับดอกเบี้ยที่ไม่กระตุ้นและไม่กดเศรษฐกิจ) อยู่ที่ 3-4% มาตลอด และมองว่านโยบายปัจจุบัน "ใกล้กับ neutral มากแล้ว" แต่เพื่อนร่วมงานของเขาบางคนอาจมองว่านโยบายตอนนี้ยังอยู่ในช่วงบนของประมาณการ neutral rate ซึ่งหมายความว่า "ยังมีพื้นที่ให้ลดได้บ้าง" จุดนี้เองที่อธิบายว่าทำไมยังมีคนอยากให้ลดดอกเบี้ย

    เปรียบเทียบกับธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลก

    อีกมุมที่นิคกี้คิดว่าน่าสนใจมาก คือ Fed กำลังจะเป็น "คนสุดท้าย" ที่ยังเอนเอียงไปทางลดดอกเบี้ย ในขณะที่ธนาคารกลางใหญ่ๆ ของโลกหลายแห่งกำลังเอนไปทาง "ขึ้น" ดอกเบี้ย

    ECB หรือธนาคารกลางยุโรปคาดว่าจะคงดอกเบี้ยในวันถัดมา แต่ตลาดและนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายน

    Bank of England อาจมีกรรมการบางคนโหวตให้ขึ้นดอกเบี้ย

    ออสเตรเลียคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์ถัดไป และ Bank of Japan หลายคนคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในช่วงฤดูร้อน อาจเป็นเดือนมิถุนายน

    ส่วน Audrey Childe-Freeman หัวหน้านักกลยุทธ์ FX ของ Bloomberg Intelligence มองว่าการเอนเอียงไปทาง "เหยี่ยว" ของกรรมการบางคนใน Fed ถูกต้องตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง และเงินเฟ้อที่กำลังถูกดันโดยราคาพลังงาน

    บทสรุปจาก Bloomberg Economics

    Anna Wong และ Stuart Paul จาก Bloomberg Economics สรุปไว้ตรงใจนิคกี้มากค่ะ พวกเขาบอกว่า "วันนี้ Fed คงดอกเบี้ยเป็นเรื่องที่ตลาดคาดอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ขโมยซีนคือการดิสเซนต์ มันน่าประหลาดที่ Powell ผู้ที่ใครๆ ยกย่องว่าเป็นผู้สร้างฉันทามติ กลับเป็นประธานในการประชุมที่มีคนแตกแถวมากที่สุดในยุคของเขา และน่าจะเป็นการประชุมสุดท้ายของเขาในฐานะประธาน Fed ด้วย"

    พวกเขายังเสริมว่าการที่แถลงการณ์ปรับคำว่าเงินเฟ้อจาก "somewhat elevated" เป็น "elevated" ประกอบกับความขัดแย้งในคณะกรรมการ ตอกย้ำความท้าทายของ Warsh ที่จะต้อง "ส่งมอบการลดดอกเบี้ยตามที่ Trump ต้องการ" และหากตลาดแรงงานไม่เสื่อมถอยอย่างมีนัยสำคัญ ก็ยากจะจินตนาการว่าคณะกรรมการที่แตกแยกแบบนี้จะลดดอกเบี้ยได้เร็วๆ นี้

    สิ่งที่นิคกี้คิดว่าน่าจับตามองต่อจากนี้

    ถ้าให้นิคกี้สรุปประเด็นสำคัญที่ต้องตามต่อ มีหลายเรื่องเลยค่ะ

    เรื่องแรกคือการประชุมครั้งหน้าในเดือนมิถุนายน Powell บอกว่า "ทุกอย่างอาจแตกต่างมาก" ภายในตอนนั้น หากสงครามยืดเยื้อและน้ำมันยังแพง การปรับภาษาในแถลงการณ์อาจเกิดขึ้น และที่นั่งของ Warsh อาจเข้ามาแทนที่ Miran เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหมายความว่าพลวัตของกรรมการจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

    เรื่องที่สองคือความเป็นอิสระของ Fed Powell พูดถึงการที่ Fed ถูก "โจมตีทางกฎหมาย" และเขาเป็นห่วงเรื่องนี้มาก เขาบอกว่า "นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความเป็นอิสระ แต่เป็นเรื่องความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินโดยปราศจากการพิจารณาทางการเมือง" และเขาเตือนว่าหากรัฐบาลเริ่มถอดถอนประธาน Fed สาขาในระดับภูมิภาค "นั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของ Fed"

    เรื่องสุดท้ายคือสมการที่ตลาดต้องคิด ในเมื่อพันธบัตร 2 ปียังขึ้น 11 bps ในระยะสั้น แต่ก็ลดความร้อนแรงลงตอนปลายวัน เท่ากับตลาดยังไม่ได้ pricing in การ "พลิกกลับ" ของ Fed อย่างจริงจัง ตอนนี้ทั้งโลกกำลังจับตาว่าราคาน้ำมันจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อนอกภาคพลังงาน "เมื่อไร" และ "แรงแค่ไหน" ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินทิศทางดอกเบี้ยจริงๆ ในอีก 2-3 ไตรมาสข้างหน้า

    นิคกี้คิดว่าการประชุม Fed ครั้งนี้คือการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญมาก ทั้งในเชิงบุคคล (Powell → Warsh) เชิงนโยบาย (easing bias → two-sided) และเชิงสถาบัน (ความท้าทายต่อความเป็นอิสระของ Fed) ทุกประเด็นล้วนกระทบต่อตลาดทั่วโลก และนักลงทุนต้องเตรียมรับมือทั้งในเชิงค่าเงินบาท ตลาดพันธบัตร และตลาดหุ้นค่ะ
    FB_IMG_1777502565277.jpg FB_IMG_1777502567735.jpg FB_IMG_1777502570006.jpg FB_IMG_1777502572075.jpg FB_IMG_1777502574044.jpg FB_IMG_1777502576096.jpg
    https://www.facebook.com/share/1Cn62LZoj8/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,450
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์โชว์เหนือ! มอบ ‘ปฏิญญาอิสรภาพ’ ฉบับลิมิเต็ดพร้อมลายเซ็นสด ให้กษัตริย์ชาร์ลส์ไว้ดูต่างหน้า

    FB_IMG_1777505176204.jpg

    วอชิงตัน ดี.ซี. — ในการเยือนทำเนียบขาวอย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ทางการทูต (ที่ไม่มีใครร้องขอ) ด้วยการมอบของขวัญสุดพิเศษให้กับกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3: นั่นคือสำเนา “ปฏิญญาอิสรภาพ” (Declaration of Independence) ที่ทรัมป์เซ็นชื่อกำกับทับลงไปบนหน้าประวัติศาสตร์ด้วยตัวเอง
    “ท่านเซอร์ชาร์ลส์ ผมมีอะไรจะให้คุณ มันคือรุ่น Limited Edition” ทรัมป์กล่าวพร้อมยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ ขณะหยิบม้วนกระดาษที่ดูเหมือนเพิ่งผ่านการเซ็นด้วยปากกาชาร์ปี้หัวยักษ์ออกมา “มันคือปฏิญญาอิสรภาพฉบับปรับปรุงใหม่ ลายเซ็นผมสวยกว่าของพวกเขาทุกคนรวมกันอีก เชื่อผมเถอะ ลายเซ็น จอห์น แฮนค็อก น่ะเหรอ? ดูสิ... เล็กนิดเดียว เหมือนเซ็นตอนหิวข้าว ลายเซ็นผมสิของจริง ยิ่งใหญ่และดูแพงมาก”
    เมื่อสื่อมวลชนพยายามซักถามถึงที่มาของเอกสารล้ำค่านี้ ทรัมป์ยอมรับว่าเขารู้สึกงุนงงกับคำศัพท์ทางประวัติศาสตร์เล็กน้อย
    “พวกเซียนบอกผมว่านี่คือ 1 ใน 26 สำเนาต้นฉบับที่ยังเหลืออยู่” ทรัมป์อธิบายต่อ “ผมก็ไม่เข้าใจนะว่า ‘สำเนา’ มันจะเป็น ‘ต้นฉบับ’ ได้ยังไง แต่ช่างเถอะ โธมัส เจฟเฟอร์สัน เป็นคนเขียนมันขึ้นมา เขาเป็นคนเก่งนะ เขียนงานเยอะมาก อาจจะไม่เยอะเท่าผม แต่เขาก็ขยัน จอห์น อดัมส์ เป็นคนสั่งให้เขาเขียน เพราะไม่มีใครชอบหน้าอดัมส์เลย แต่ทุกคนรักโทมี่ แม้แต่ทาสของเขาก็ยังรักเขาเลย... ถ้าคุณจะเชื่อข่าวนะ”
    ด้านกษัตริย์ชาร์ลส์รับเอกสารดังกล่าวด้วยหน้าที่นิ่งสนิทประดุจรูปปั้นหินแกรนิต โดยรักษาอาการ “Stiff Upper Lip” (การเก็บความรู้สึกแบบผู้ดีอังกฤษ) ไว้อย่างเหนียวแน่น จนบรรดานักวิเคราะห์มองว่าเขาพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่กรีดร้องออกมาจากการถูกย้ำเตือนถึงวันที่อาณานิคมที่ใหญ่ที่สุดหลุดลอยไป แถมยังต้องมารับสำเนาที่มีลายเซ็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ทับลงบนความพ่ายแพ้ของราชวงศ์อีกด้วย
    รายงานล่าสุดระบุว่า เพื่อให้การเยือนครั้งนี้สมบูรณ์แบบ ทรัมป์ยังได้มอบของขวัญชิ้นที่สองเป็นม้วนเทป VHS ภาพยนตร์ Home Alone 2: Lost in New York พร้อมลายเซ็นกำกับตรงหน้าปกบริเวณฉากที่เขาปรากฏตัว โดยทรัมป์ทิ้งท้ายว่า “เอาไปดูนะชาร์ลส์ ฉากนี้ผมแสดงได้เนียนกว่ากษัตริย์คนไหนๆ ในประวัติศาสตร์อังกฤษแน่นอน”

    Source: The Babylon Bee (สำนักข่าวล้อเลียน)


    https://www.facebook.com/share/p/1E289x2pc9/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,450
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สส. เดโมแครตสติหลุดกลางสภาฟลอริดา
    ส.ส. พรรคเดโมแครตจากฟลอริดาผู้คุ้มคลั่ง บุกเข้าไปกลางทางเดินพร้อมลำโพงโทรโข่งสีชมพู ในขณะที่สภากำลังผ่านร่างกฎหมายแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ปี 2026 ของผู้ว่าการฯ รอน ดีซานทิส ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มที่นั่งให้ฝั่งรีพับลิกันถึง +4 ที่นั่ง
    เธอกำลังสติแตกอย่างหนัก ในขณะที่ฝั่งรีพับลิกัน เดินหน้าผลักดันกฎหมายนี้อย่างราบคาบ!
    สส. แองจี้ นิกสัน (Angie Nixon) อาละวาดหนัก: "นี่คือการละเมิดรัฐธรรมนูญ! มันคือการละเมิด!!!"
    อาการสติแตกพวกนี้พิสูจน์ให้เห็นเลยว่า แผนที่เขตเลือกตั้งนี้มันยอดเยี่ยมแค่ไหน!
    ในขณะที่เธอตะโกนอย่างคุ้มคลั่ง เสียงจากคนสรุปผลโหวตบอกว่า
    "เห็นชอบ 83 เสียง, ไม่เห็นชอบ 28 เสียง ครับท่านประธาน"
    "ร่างกฎหมายผ่านการอนุมัติ!"
    แล้วยัยบ้าคนนั้นค่อยๆ วางโทรโข่งลง


    https://www.facebook.com/share/v/1DFDUvK4A2/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,450
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Ghalibaf ประธานรัฐสภาอิหร่าน โพสต์ข้อความบน x ว่า

    "ผ่านไป 3 วันแล้ว บ่อน้ำมันก็ยังไม่ระเบิด (อย่างที่ขู่ไว้) เราอาจจะยืดเวลาไปเป็น 30 วัน แล้วไลฟ์สดให้ดูเลยก็ได้

    นี่แหละคือคำแนะนำห่วยๆ ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับจากคนอย่าง Bessent คนที่ผลักดันเรื่องทฤษฎีปิดล้อมอ่าวและปั่นราคาน้ำมันให้พุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ไปแล้ว และเป้าหมายต่อไปคือ 140 ดอลลาร์ ประเด็นมันไม่ใช่แค่เรื่องทฤษฎีหรอก แต่มันอยู่ที่ทัศนคติ (ที่ผิดเพี้ยน) ต่างหาก"
    https://www.facebook.com/share/1TjD5fk6zi/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,450
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สรุปการแถลงของ Jerome Powell

    ▶️ ประกาศว่าครั้งนี้คือ "การแถลงข่าวครั้งสุดท้ายในฐานะประธาน (Chair)" ของเขา

    ▶️ Kevin Warsh จะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานเฟด คนใหม่

    ▶️ เขาจะยังไม่ลาออกไปไหน แต่จะทำหน้าที่ในตำแหน่ง "ผู้ว่าการ" (Governor) ต่อไป

    ▶️ พาวเวลล์ยืนยันว่าจะยังคงอยู่ในตำแหน่ง (ในบทบาทผู้ว่าการ) ต่อไปหลังวันที่ 15 พฤษภาคม นี้


    เหตุผลที่อยู่ต่อ: พาวเวลล์ระบุว่าที่ตัดสินใจอยู่ต่อในตำแหน่งผู้ว่าการ (Governor) เป็นเพราะ "การกระทำของฝ่ายบริหาร (Administration)" โดยตรง และบอกว่าเขา "ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอยู่ต่อ"

    กำหนดการลาออก: เขาจะลาออกจาก Fed ก็ต่อเมื่อเห็นว่า "ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว" เท่านั้น

    ระยะเวลา: หลังวันที่ 15 พฤษภาคม เขาจะยังคงทำหน้าที่ผู้ว่าการต่อไป "อีกสักระยะหนึ่ง"

    วิกฤตพลังงาน: พาวเวลล์เตือนว่า "ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ยังไม่ถึงจุดสูงสุดด้วยซ้ำ"

    ความไม่แน่นอนระยะสั้น: พาวเวลล์ระบุว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 30-60 วันข้างหน้า อาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ทั้งหมด" (แสดงถึงความระมัดระวังอย่างสูงต่อข้อมูลใหม่)

    มุมมองเรื่องดอกเบี้ย: จำนวนคนที่มองว่า "มีโอกาสจะขึ้นดอกเบี้ยพอๆ กับลดดอกเบี้ย" นั้นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น (สะท้อนภาวะเสียงแตกในบอร์ดที่เริ่มมองฝั่ง Upside ของดอกเบี้ยมากขึ้น)

    เงินเฟ้อจากภาษีนำเข้า (Tariff Inflation): คาดการณ์ว่าผลกระทบเงินเฟ้อที่เกิดจากภาษีนำเข้าจะ "เริ่มลดลงหรือคลี่คลายลง ในช่วง 2 ไตรมาสข้างหน้า"

    คำเตือนสำคัญ: Powell ระบุว่า "ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง (Fed Independence) กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง"


    https://www.facebook.com/share/17eg3yMKko/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,450
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เป็นการหยุดชั่วคราว ไม่ใช่การหยุดยิง: วอชิงตันถ่วงเวลา เตหะรานปรับกลยุทธ์ใหม่

    สิ่งที่กำลังถูกเรียกว่าการหยุดยิงระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ นั้น แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่เปราะบางและมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์มากกว่านั้นมาก นั่นคือ การหยุดชั่วคราวในสงครามที่กำลังดำเนินอยู่
    ความแตกต่างนี้มีความสำคัญ เพราะในขณะที่วอชิงตันพยายามมองช่วงเวลานี้ว่าเป็นโอกาสทางการทูต แต่เตหะรานกลับมองว่านี่เป็นการปรับจังหวะมากกว่าการยุติความขัดแย้ง

    นี่คือประเด็นสำคัญที่ โมห์เซน เรซาอี ได้กล่าวไว้เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยเขาให้เหตุผลว่าสิ่งที่เรากำลังเห็นอยู่นั้นไม่ใช่การหยุดยิง แต่เป็น “ความเงียบทางทหาร” ภายในสงครามที่กำลังดำเนินอยู่
    https://shorturl.asia/KCdXG
    ในมุมมองนี้ การเจรจาไม่ใช่ทางเลือกอื่นนอกเหนือจากความขัดแย้ง แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในความขัดแย้งนั้นเอง สถานการณ์ปัจจุบันสอดคล้องกับหลักการดังกล่าวยังไม่มีการตกลงทางการเมือง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในเป้าหมายของอเมริกา และไม่มีหลักฐานใดที่แสดงว่าการเผชิญหน้าได้รับการแก้ไขแล้ว

    #การเดิมพันที่ล้มเหลวของ....
    ตั้งแต่เริ่มแรก เป้าหมายของ....นั้นลึกซึ้งกว่าการปิดล้อมทางทหาร แก่นแท้ของกลยุทธ์นี้คืออุดมการณ์ วอชิงตันคิดว่าการกำจัดผู้นำของอิหร่านจะสามารถกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในระบบการเมืองของอิหร่านเอง โดยแทนที่ด้วยผู้นำที่เชื่อฟังและ "มีเหตุผล" มากกว่า ซึ่งสอดคล้องกับความคาดหวังของตะวันตก แทนที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เปิดกว้างมากขึ้น ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม
    https://thecradle.co/articles-id/36381 เส้นทางภายในประเทศอิหร่านไม่ได้มุ่งไปสู่การลดความตึงเครียดหรือการประนีประนอมทางอุดมการณ์ หากจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไป ก็คือการเสริมสร้างความต่อเนื่องของสถานการณ์
    https://thecradle.co/articles-id/36138

    ระบบการปกครองอิหร่านได้แสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถดำรงอยู่ได้ภายใต้แรงกดดัน โดยอาจมีบุคคลที่แข็งกร้าวมากขึ้น ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะประนีประนอมน้อยลง ความคาดหวังว่าแรงกดดันจากรัฐบาลจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์นั้นพิสูจน์แล้วว่าเป็นความเข้าใจผิดเชิงกลยุทธ์

    #สมการต้นทุนเปลี่ยนไปเป็นการกระจายต้นทุนออกไปภายนอก
    พฤติกรรมของอิหร่านในช่วงสงครามได้นำมิติใหม่เข้ามาในสมการ นั่นคือ การผลักภาระต้นทุนออกไปภายนอกประเทศ
    https://thesoufancenter.org/intelbrief-2026-march-2b/
    กลยุทธ์ของเตหะรานไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความเสียหาย แต่เป็นการกระจายความเสียหายออกไป อิหร่านได้มุ่งเป้าไปที่พลวัตในระดับภูมิภาคและใช้ประโยชน์จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นและสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสนามรบเท่านั้น แต่ได้ขยายไปสู่ตลาดโลก ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ต้นทุนการขนส่ง และห่วงโซ่อุปทาน

    #เรื่องนี้มีความสำคัญทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา
    จังหวะเวลาเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังจะหมดช่วงเวลา 60 วันที่เขาสามารถดำเนินการทางทหารต่อไปได้โดยไม่ต้องขออนุมัติเพิ่มเติมจากรัฐสภา ภายในไม่กี่วัน
    https://www.nytimes.com/2026/04/22/us/politics/war-powers-act-explanation.html ช่วงเวลานั้นจะหมดลง ทำให้ฝ่ายบริหารต้องขออนุมัติจากรัฐสภาและวุฒิสภาสำหรับการขยายปฏิบัติการทางทหารต่อไป

    นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดขึ้นควบคู่กันไป ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อความไม่พอใจภายในประเทศ ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นทำให้ค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาอาหารและอัตราเงินเฟ้อโดยรวม
    https://www.theguardian.com/business/2026/mar/26/iran-war-us-gas-fuel-oil-fertilizer-prices
    ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์สำคัญระดับนานาชาติ รวมถึงการเป็นเจ้าภาพร่วมในการแข่งขันฟุตบอลโลก และกำลังมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งกลางวาระของสภาคองเกรส ต้นทุนทางการเมืองจากความไม่มั่นคงที่ยืดเยื้อจึงยิ่งยากที่จะจัดการมากขึ้นเรื่อยๆ

    ควรทำความเข้าใจ "การหยุดชั่วคราว" ในปัจจุบันในบริบทนี้ ไม่ใช่ในฐานะการแก้ไขปัญหา แต่เป็นการปรับตัวชั่วคราวที่เกิดจากข้อจำกัดภายนอก นี่ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ กำลังถอยห่างจากการเผชิญหน้า ตรงกันข้ามตรรกะของการกดดันยังคงอยู่ สิ่งที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นคือการหยุดชั่วคราวเชิงกลยุทธ์ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่สำหรับการเจรจาทางการทูตอย่างแท้จริง แต่เพื่อการปรับกลยุทธ์ใหม่ มีหลักฐานชัดเจนว่าวอชิงตันกำลังพยายามแทรกแซงพลวัตภายในของอิหร่าน โดยสนับสนุนให้กลุ่มต่างๆ ในสถาบันการเมืองมองว่าการเจรจาเป็นหนทางที่เหมาะสมในการก้าวไปข้างหน้า

    #การคาดการณ์ของอาราคชี
    การเดินทางเยือนต่างประเทศของอับบาส อาราคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน โดยเยือน ปากีสถาน โอมาน และรัสเซียเมื่อเร็วๆ นี้ ต้องพิจารณาในกรอบที่กว้างขึ้น

    ในปากีสถาน ดูเหมือนว่าเป้าหมายคือการเสริมสร้างขอบเขตการเจรจาของอิหร่าน เพื่อให้มั่นใจว่าการมีส่วนร่วมใดๆ จะยังคงยึดมั่นอยู่บนจุดยืนหลักของประเทศ ในโอมาน การหารือมีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นไปที่การบริหารจัดการและการออกกฎระเบียบเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการเผชิญหน้าในปัจจุบัน ส่วนในรัสเซีย ดูเหมือนว่าเน้นไปที่การประสานงานระยะยาวในกรณีที่เกิดความขัดแย้งขึ้นอีกครั้ง

    การเยือนเหล่านี้มักถูกตีความอย่างแคบๆ ว่าเป็นการริเริ่มทางการทูตเพื่อเจรจากับสหรัฐฯ การตีความเช่นนั้นไม่สมบูรณ์ การเยือนเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นขั้นตอนเตรียมการสำหรับสถานการณ์ที่สงครามอาจปะทุขึ้นอีกครั้ง ประเด็นสำคัญไม่ใช่การเจรจาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับผลลัพธ์ที่หลากหลาย

    #การพูดคุยโดยปราศจากความแตกแยก
    ภายในอิหร่าน การถกเถียงเป็นเรื่องจริง แต่การแตกแยกนั้นไม่มี ความแตกต่างอยู่ที่จังหวะเวลาและยุทธวิธี ไม่ใช่เรื่องลักษณะของความขัดแย้ง การตัดสินใจยังคงรวมศูนย์ สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดเป็นผู้กำหนดแนวทาง บางคนแย้งว่าท่าทีทางทหารในปัจจุบันเปิดทางให้กับการเจรจา ขณะที่บางคนปฏิเสธการหยุดชะงักใดๆ ที่จะช่วยลดแรงกดดันต่อวอชิงตันและเทลอาวีฟ

    จากมุมมองนั้น แรงกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านตลาดพลังงาน คือภาษาเดียวที่สหรัฐฯ เข้าใจ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในประเด็นหนึ่ง คือ สหรัฐฯ จะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีผลเสีย แต่ความเห็นไม่ตรงกันอยู่ที่วิธีการที่จะบังคับใช้การเปลี่ยนแปลงนั้น การที่อาราคชีกล่าวถึงการเจรจาทางการทูตกับทรัมป์อย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งในแถลงการณ์ล่าสุด ก็สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดนี้
    https://x.com/i/status/2048078742627488207

    สำหรับผู้สังเกตการณ์บางคน ข้อความดังกล่าวดูเหมือนจะไม่สอดคล้องกับทิศทางโดยรวมของความขัดแย้ง เมื่อพิจารณาจากประวัติของนโยบายสหรัฐฯ ต่ออิหร่านแล้ว การคาดหวังว่าการทูตเพียงอย่างเดียวจะสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนได้นั้น จึงถูกมองด้วยความสงสัย
    https://thecradle.co/articles/a-pause-not-a-ceasefire-washington-stalls-tehran-recalibrates

     

แชร์หน้านี้

Loading...