หลวงพ่อสำเร็จศักดิสิทธิ / ลายแทงบนท้องเต่า

ในห้อง 'ประวัติและนิทานธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 12 สิงหาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,785
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,642
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,785
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,642
    สุภมานพและโตเทยยพราหมณ์ | พราหมณ์สองพ่อลูกที่มีคติแตกต่างกัน

    ธรรมไม่ยาก
    Dec 24, 2024
    เรื่องราวในวันนี้ เป็นเรื่องราวของพราหมณ์สองพ่อลูกในสมัยพุทธกาล ตามที่ปรากฎในจูฬกัมมวิภังคสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องกฎแห่งกรรมที่ทำให้คนแตกต่างกัน พราหมณ์ทั้งสองนั้น แม้จะเป็นพ่อลูกกัน แต่ก็มีวาสนาต่อองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคต่างกัน พราหมณ์คนพ่อนั้นมีนิสัยตระหนี่ ชอบด่าว่าขับไล่พระพุทธองค์อยู่เสมอ ส่วนพราหมณ์คนลูกกลับได้มีโอกาสฟังพระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาค ทำให้เกิดความเข้าใจในเรื่องของกรรมและวิบากของกรรม
    เรื่องราวของพราหมณ์สองพ่อลูกนั้น จะเป็นอย่างไร ขอทุกท่านโปรดรับฟังกันครับ

     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,785
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,642
    เมืองทั้งเมืองต้องแห้งแล้ง... เพียงเพราะพระราชา 'ลืม' พระรูปนี้ไว้กลางแดด!?

    พลังคําพูด
    Feb 3, 2026
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,785
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,642
    พระสุภูติเถระ
    เอตทัคคะในทางอรณวิหารและทักขิเณยยบุคคล

    พระสุภูติ เกิดในวรรณแพศย์ เป็นบุตรของสุมนเศรษฐีผู้เป็นน้องชายของอนาถบิณฑิก
    เศรษฐี ในนครสาวัตถี ท่านเป็นผู้มีลักษณะดี ผิวพรรณผ่องใสสะอาด สวยงาม จึงได้นามว่า
    “สุภูติ” ซึ่งถือว่าเป็นมงคลนาม มีความหมายว่า “ผู้เกิดดีแล้ว”

    • ออกบวชคราวฉลองพระเชตวัน
      เหตุการณ์ที่ชักนำให้ท่านได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ก็เนื่องมาจากอนาถบิณฑิกเศรษฐีผู้เป็นลุง ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ขณะประทับอยู่ ณ ป่าสีตวัน เมื่องราชคฤห์ และได้ฟังพระธรรมเทศนา ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้วกราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาค
      เพื่อเสด็จกรุงสาวัตถี เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงรับอาราธนาแล้ว รีบเดินทางกลับมาสู่กรุงสาวัตถี
      ได้จัดซื้อที่ดินอันเป็นราชอุทยานของเจ้าชายเชตราชกุมาร ด้วยวิธีนำเงินมาวางเรียงให้เต็มพื้นที่ตามที่ต้องการ ปรากฏว่าอนาถบิณฑิกเศรษฐี ต้องใช้เงินถึง ๒๗ โกฏิ จึงได้พื้นที่พอแก่ความต้องการ จำนวน ๑๘ กรีส (๑ กรีส = ๑๒๕ ศอก) และใช้เงินอีก ๒๗ โกฏิ สร้างพระคันธกุฎีที่
      ประทับสำหรับพระผู้มีพระภาค และเสนาสนะสำหรับพระสงฆ์สาวก แต่ยังขาดพื้นที่สร้างซุ้มประตูพระอาราม เจ้าชายเชตราชกุมารจึงขอมอบพื้นที่และจัดสร้างให้ โดยขอให้จารึกพระนาม
      ของพระองค์ไว้ที่ซุ้มประตูพระอารามนั้น “เชตวัน” ดังนั้น พระอารามนี้จึงได้นามว่า
      “พระเชตะวันมหาวิหาร”
      ในวันที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี จัดการฉลองพระวิหารเชตะวันนั้นได้กราบอาราธนาพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ มาเสวยและฉันภัตตาหารสุภูติกุฎุมพี ผู้เป็นหลาน ได้ติดตามไปร่วมพิธีช่วยงานนี้ด้วย ครั้นได้เห็นพระฉัพพรรณรังสี ที่เปล่งออกจากพระวรกายของพระ
      บรมศาสดา สวยงามเรืองรองไปทั่วบริเวณ ทำให้เกิดศรัทธาเลื่อมใส เมื่อการถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธองค์เป็นประมุขเสด็จเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสพระธรรมกถาอนุโมทนาทาน สุภูติกุฎุมพี ได้ฟังแล้วยิ่งเกิดศรัทธามากขึ้น จึงกราบทูลขออุปสมบท
      ในพระธรรมวินัย ครั้นได้อุปสมบทสมความปรารถนาแล้ว ได้ศึกษาพระวินัยปิฎกและพระอภิธรรมปิฎกกจนเชี่ยวชาญ จากนั้นได้เรียนพระกรรมฐานจากพระบรมศาสดาแล้วหลีกออกไปบำเพ็ญสมณธรรม เจริญวิปัสสสนากรรมฐานอยู่ในป่า ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตผล
      สิ้นกิเลสอาสวะ เป็นพระอริยบุคคล ชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา
    • พักกลางแจ้งฝนจึงแห้งแล้ง
      พระสุภูติเถระ โดยปกติแล้วมักจะเข้าฌานสมาบัติ เพื่อแสวงงหาความสุขอันเกิดจากการสิ้นกิเลส ท่านประกอบด้วยคุณสมบัติ ๒ ประการ คือ:-
      ๑. อรณวิหารธรรม คือ เจริญฌานประกอบด้วยเมตตา หรือเป็นอยู่อย่างไม่มีข้าศึก
      ๒. ทักขิเณยยบุคคล คือ เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน
      เพราะท่านมีปฏิปทานำมาซึ่งความเลื่อมใสแก่ผู้พบเห็น อันเป็นการช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางหนึ่ง แม้แต่พระเจ้าพิมพิสาร เมื่อได้ทรงทราบว่าท่านเป็นผู้มีปกติเข้าฌานที่ประกอบด้วยเมตตาเป็นประจำไม่เว้นแม้แต่ในขณะบิณฑบาตก็ยังแผ่เมตตาให้แก่ผู้ถวายอาหารบิณฑบาตอย่างทั่วถึง ครั้นเมื่อพระเถระจาริกมาถึงแคว้นมคธ พระเจ้าพิมพิสาร จึงได้อาราธนาให้ท่านจำพรรษาที่แคว้นมคธและท่านก็รับอาราธนาตามนั้น
      แต่เนื่องจากพระเจ้าพิมพิสาร ทรงมีพระราชกิจมาก จึงลืมรับสั่งให้จัดเสนาสนะสถานที่พักถวายท่าน ดังนั้น เมื่อท่านมาถึงแล้วจึงไม่มีที่พัก ท่านจึงต้องพักกลางแจ้ง ด้วยอำนาจแห่งคุณของท่าน จึงทำให้ดินฟ้าอากาศปรวนแปร ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ชาวไร่ชาวนาปลูกพืชผลไม่ได้ผลผลิต ต้องเดือดร้อนไปทั่ว ความทราบถึงพระเจ้าพิมพิสาร ทรงใคร่ครวญทบทวนแล้วทราบชัดว่าเพราะพระเถระจำพรรษากลางแจ้ง จึงเป็นเหตุให้ฝนแล้งไปทั่ว ดังนั้น จึงทรงรีบแก้ไขด้วยการรับสั่งให้สร้างกุฎีถวายท่านโดยด่วน เมื่อกุฎีสำเร็จแล้ว จึงได้อาราธนาท่านให้เข้าพักอาศัยอยู่จำพรรษาในกุฎีนั้น จากนั้นฝนก็ตกลงมาชาวประชาก็พากันดีใจ ปลูกพืช ผัก ผลไม้ ก็ได้ผลผลิตดีตามต้องการ ความทุกข์ความเดือดร้อนก็หายไป
      ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคจึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคตะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ในทาง อรณวิหาร (เจริญฌานประกอบด้วยเมตตา) และ ทักขิเณยยบุคคล (เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน)
      ท่านดำรงอายุสังขาร ช่วยกิจการพระศาสนาสมควรแก่กาลเวลาแล้วก็ดับขันธปริ
      นิพพาน
    • :- https://84000.org/one/1/27.html
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,785
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,642
    อหิงสกมาณพ | จากมหาโจรสู่พระอรหันต์

    ธรรมไม่ยาก
    Jan 9, 2026
    เรื่องราวในวันนี้จะเป็นเรื่องของพระองคุลิมาลเถระ ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นโจรปล้นฆ่าคน แต่ภายหลังมีศรัทธาในพุทธศาสนา ได้กลับใจบวชเป็นพระภิกษุ และบรรลุเป็นพระอรหันต์ อีกทั้งมียังบทสวดของท่านอีกด้วย ชื่อ อังคุลิมาลปริตร พระองคุลิมาลเถระ เดิมนั้นมีชื่อว่า อหิงสกะ เป็นบุตรของปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล อหิงสกะได้ไปเรียนวิชาที่เมืองตักกสิลา และสามารถเรียนได้รวดเร็วอีกทั้งยังปรนนิบัติอาจารย์อย่างดี จนเป็นที่รักใคร่ของอาจารย์อย่างมาก เป็นเหตุให้ศิษย์อื่นริษยา จึงยุยงอาจารย์ว่าองคุลิมาลคิดจะทำร้าย อาจารย์จึงคิดจะกำจัดองคุลิมาลเสีย โดยบอกองคุลิมาลว่า ถ้าจะสำเร็จวิชาต้องฆ่าคนให้ได้ ๑,๐๐๐ คนเสียก่อน องคุลิมาลจึงออกเดินทางฆ่าคน แล้วตัดนิ้วหัวแม่มือมาคล้องที่คอเพื่อให้จำได้ว่าฆ่าไปกี่คนแล้ว เหตุนี้เอง อหิงสกะจึงได้รับสมญานามว่า องคุลิมาล เมื่อฆ่าจนครบ ๙๙๙ คน ก็มาพบพระพุทธเจ้า และได้เลื่อมใสจึงออกบวชเป็นพุทธสาวก

    :- https://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=13&A=8237&Z=8451
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 กุมภาพันธ์ 2026 at 23:04
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,785
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,642
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,785
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,642
    ไม่เชื่อไม่ลบหลู่ | วิธีแก้กรรม | เมตตาบารมีหลวงพ่อจำรัสปภัสสโร | ลองดีพระธุดงค์

    หนุ่มคงกระพัน official
    Feb 11, 2025

    ไม่เชื่อไม่ลบหลู่ เมตตาบารมีหลวงพ่อจำรัสปภัสสโร วิธีแก้กรรม พญานาคขอให้สร้างเจดีย์ และเหตุการณ์ลองดีพระธุดงค์ เรื่องราวของหลวงพ่อจำรัสพระเกจิแห่งวัดป่าเทสก์รังสี มหาวีโร คลอง 15 สำนักสงฆ์เล็กๆที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความศรัทธาจากผู้คนที่เข้ามาพึ่งบารมีของหลวงพ่อโดยหลวงพ่อจะพาปฏิบัติธรรม และสวดมนต์ เพื่อให้ผู้คนได้พ้นทุกข์จากเรื่องร้ายต่างๆในชีวิต และเรื่องราวลึกลับปาฏิหาริย์ต่างๆที่หลวงพ่อได้พบเจอจากการจาริกธุดงค์ในป่าหลายปี เรื่องราวของการได้พบเจอกับ เมืองลับแล โลกของวิญญาณและ สิ่งมีชีวิตในภพภูมิต่างๆ รวมไปถึง กระเบื้อง พญานาค เรื่องราวจะเป็นอย่างไร .? ติดตามคลิปนี้ครับ
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,785
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,642
    วัณณุปถชาดก: (ชาติที่ ๒ ของพุทธเจ้า) เมื่อผู้นำต้องเลือกระหว่าง 'ฆ่า' หรือ 'ขุด' เพื่อรอด?

    เดินตามรอยธรรม
    Feb 10, 2026

    เจาะลึกตำนาน "วัณณุปถชาดก" เรื่องราวการเดินทางสุดระทึกของกองคาราวาน 500 เล่มเกวียน ที่ต้องเผชิญหน้ากับความตายกลางทะเลทรายมรณะเพราะความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาที! ร่วมเดินทางย้อนอดีตไปสัมผัสความโหดร้ายของธรรมชาติ จิตวิทยามนุษย์ในยามวิกฤต และการตัดสินใจของ "ยอดผู้นำ" ที่ต้องแบกรับชีวิตลูกน้องนับร้อย เมื่อน้ำหมด... เสบียงหมด... และความหวังริบหรี่... สิ่งเดียวที่จะพาพวกเขารอดไปได้ คือ "ค้อน" และ "ความเพียร" ที่เหนือมนุษย์! คลิปนี้ไม่ได้มีแค่ธรรมะ แต่แฝงไปด้วยศาสตร์แห่งการบริหาร กลยุทธ์การเอาตัวรอด และแรงบันดาลใจที่จะปลุกไฟในตัวคุณให้ลุกโชนอีกครั้ง!
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,785
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,642
    อรรถกถา วัณณุปถชาดก
    ว่าด้วย ผู้ไม่เกียจคร้าน
    พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อประทับอยู่ในพระนครสาวัตถี ตรัสพระธรรมเทศนานี้
    [​IMG]มีคำเริ่มต้นว่า อกิลาสุโน ดังนี้.
    [​IMG]ถามว่า ทรงปรารภใคร?
    [​IMG]ตอบว่า ทรงปรารภภิกษุผู้สละความเพียรรูปหนึ่ง.
    [​IMG]ดังได้สดับมา เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ในนครสาวัตถี มีกุลบุตรชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง ไปพระเชตวันวิหาร สดับพระธรรมเทศนาในสำนักของพระศาสดา มีจิตเลื่อมใส เห็นโทษในกามและอานิสงส์ในการออกจากกาม จึงบวช อุปสมบทได้ ๕ พรรษา เรียนได้มาติกา ๒ บท ศึกษาการประพฤติวิปัสสนา รับพระกรรมฐานที่จิตของตนชอบ ในสำนักของพระศาสดา เข้าไปยังป่าแห่งหนึ่ง จำพรรษา พยายามอยู่ตลอดไตรมาส ไม่อาจทำสักว่า โอภาสหรือนิมิตให้เกิดขึ้น.
    [​IMG]ลำดับนั้น ภิกษุนั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า พระศาสดาตรัสบุคคล ๔ จำพวก ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น เราคงจะเป็นปทปรมะ เราเห็นจะไม่มีมรรคหรือผลในอัตภาพนี้ เราจักกระทำอะไรด้วยการอยู่ป่า เราจักไปยังสำนักของพระศาสดา แลดูพระรูปของพระพุทธเจ้าอันถึงความงามแห่งพระรูปอย่างยิ่ง ฟังพระธรรมเทศนาอันไพเราะอยู่ (จะดีกว่า). ครั้นคิดแล้ว ก็กลับมายังพระเชตวันวิหาร นั่นแลอีก.
    [​IMG]ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเพื่อนเห็นและคบกัน กล่าวกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนอาวุโส ท่านเรียนกรรมฐานในสำนักของพระศาสดา แล้วไปด้วยหวังใจว่า จักกระทำสมณธรรม แต่บัดนี้ มาเที่ยวรื่นรมย์ด้วยการคลุกคลีอยู่ กิจแห่งบรรพชิตของท่านถึงที่สุดแล้ว หรือหนอ. ท่านจะเป็นผู้ไม่มีปฏิสนธิ แลหรือ.
    [​IMG]ภิกษุนั้นกล่าวว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย เราไม่ได้มรรคหรือผล จึงคิดว่า เราน่าจะเป็นอภัพพบุคคล จึงได้สละความเพียรแล้วมาเสีย.
    [​IMG]ภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส ท่านบวชในพระศาสนาของพระพุทธเจ้า ผู้มีความเพียรมั่นแล้ว ละความเพียรเสีย กระทำสิ่งอันมิใช่เหตุแล้ว มาเถิดท่าน พวกเราจักแสดงท่านแด่พระตถาคต. ครั้นกล่าวแล้ว ภิกษุเหล่านั้นจึงได้พาภิกษุนั้น ไปยังสำนักของพระศาสดา.
    [​IMG]พระศาสดาพอทรงเห็นภิกษุนั้น จึงตรัสอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเป็นผู้พาภิกษุผู้ไม่ปรารถนารูปนี้มาแล้ว ภิกษุนี้ทำอะไร. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ภิกษุนี้บวชในพระศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ เห็นปานนี้ ไม่อาจกระทำสมณธรรม ละความเพียรเสียมาแล้ว.
    [​IMG]ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอละความเพียร จริงหรือ.
    [​IMG]ภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริง พระเจ้าข้า.
    [​IMG]พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอบวชในศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ เห็นปานนี้ ทำไมจึงไม่ให้เขารู้จักตนอย่างนี้ว่า เป็นผู้มักน้อย หรือว่าเป็นผู้สันโดษ หรือว่าเป็นผู้สงัด หรือว่าเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้อง หรือว่าเป็นผู้ปรารภความเพียร ให้เขารู้จักว่า เป็นภิกษุผู้ละความเพียร.
    [​IMG]เมื่อครั้งก่อน เธอได้เป็นผู้มีความเพียรมิใช่หรือ เมื่อเกวียน ๕๐๐ เล่ม ไปในทางกันดาร เพราะทราย พวกมนุษย์และโคทั้งหลายได้น้ำดื่มมีความสุข เพราะอาศัยความเพียร ซึ่งเธอผู้เดียวกระทำแล้ว เพราะเหตุไร บัดนี้ เธอจึงละความเพียรเสีย. ภิกษุนั้นได้กำลังใจ ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้.
    [​IMG]ฝ่ายภิกษุทั้งหลายได้ฟังพระดำรัสนั้น จึงอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความที่ความเพียรอันภิกษุนี้สละแล้ว ปรากฏแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย ในบัดนี้แล้ว ก็ในกาลก่อน ความที่โคและมนุษย์ทั้งหลายได้น้ำดื่ม มีความสุข ในทางกันดารเพราะทราย เหตุอาศัยความเพียรที่ภิกษุนี้กระทำ ยังลี้ลับสำหรับข้าพระองค์ทั้งหลาย ปรากฏแก่พระองค์ผู้ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณเท่านั้น ขอพระองค์จงตรัสเหตุนี้ แม้แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด.
    [​IMG]พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังการเกิดสติให้เกิดแก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง แล้วได้ทรงกระทำเหตุการณ์ อันระหว่างแห่งภพปกปิดไว้ ให้ปรากฏ.
    [​IMG]ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในตระกูลพ่อค้าเกวียน. พระโพธิสัตว์นั้นเจริญวัยแล้ว เที่ยวกระทำการค้าด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม. พระโพธิสัตว์นั้นเดินทางกันดารเพราะทรายแห่งหนึ่ง มีระยะประมาณ ๖๐ โยชน์.
    [​IMG]ก็ในทางกันดารนั้น ทรายละเอียดกำมือไว้ ยังติดอยู่ในมือ ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น มีความร้อนเหมือนกองถ่านเพลิง ไม่อาจข้ามไปได้ เพราะฉะนั้น พระโพธิสัตว์นั้น เมื่อดำเนินทางกันดารนั้น จึงเอาเกวียนบรรทุกฟืน น้ำ น้ำมัน และข้าวสารเป็นต้น ไปเฉพาะกลางคืน ในเวลาอรุณขึ้น กระทำเกวียนให้เป็นวงแล้ว ให้ทำปะรำไว้เบื้องบน ทำกิจในเรื่องอาหารให้เสร็จแต่เช้าตรู่ แล้วนั่งในร่มเงาจนหมดวัน เมื่อพระอาทิตย์อัสดงแล้ว บริโภคอาหารเย็น เมื่อพื้นดินเกิดความเย็น จึงเทียมเกวียนเดินทางไป การไปเหมือนกับการไปในทะเลนั่นแหละ ย่อมจะมีในทางกันดารนั้น.
    [​IMG]ธรรมดา ผู้กำหนดบท คนนำทาง เช่นเดียวกับคนนำร่องในทางน้ำ ควรจะมี เพราะเหตุนั้น พระโพธิสัตว์นั้น จึงให้กระทำการประกอบการไปของหมู่เกวียน ตามสัญญาของดวงดาว. ในกาลนั้น พ่อค้าเกวียนแม้นั้น เมื่อจะไปยังทางกันดารนั้น ตามทำนองนี้นั่นแล จึงไปได้ ๕๙ โยชน์ คิดว่า บัดนี้ โดยราตรีเดียวเท่านั้น จักออกจากทางกันดารเพราะทราย จึงบริโภคอาหารเย็น ใช้ฟืนและน้ำทั้งปวงให้หมดสิ้นแล้ว จึงเทียมเกวียนไป คนนำทางให้ลาดอาสนะในเกวียนเล่มแรก นอนดูดาวในท้องฟ้าบอกว่า จงขับไปข้างนี้ จงขับไปข้างโน้น คนนำทางนั้นเหน็ดเหนื่อยเพราะไม่ได้หลับเป็นระยะกาลนาน จึงหลับไป เมื่อโคหวนกลับเข้าเส้นทางที่มาเดิม ก็ไม่รู้สึก. โคทั้งหลายได้เดินทางไปตลอดคืนยังรุ่ง.
    [​IMG]คนนำทางตื่นขึ้นในเวลาอรุณขึ้น มองดูดาวนักษัตรแล้ว กล่าวว่า จงกลับเกวียน จงกลับเกวียน และเมื่อคนทั้งหลายพากันกลับเกวียนทำไว้ตามลำดับๆ นั่นแล อรุณขึ้นไปแล้ว. มนุษย์ทั้งหลายพากันกล่าวว่า นี่เป็นที่ตั้งค่ายที่พวกเราอยู่เมื่อวานนี้ แม้ฟืนและน้ำของพวกเราก็หมดแล้ว บัดนี้ พวกเราฉิบหายแล้ว จึงปลดเกวียนพักไว้โดยเป็นวงกลม แล้วทำปะรำไว้เบื้องบน นอนเศร้าโศกอยู่ ภายใต้เกวียนของตนๆ.
    [​IMG]พระโพธิสัตว์คิดว่า เมื่อเราละความเพียรเสีย คนทั้งหมดนั้นจักพากันฉิบหาย พอเวลาเช้า จึงเที่ยวไปในเวลาที่ยังมีความเย็น เห็นกอหญ้าแพรกกอหนึ่ง จึงคิดว่า หญ้าเหล่านี้จักเกิดขึ้น เพราะความเย็นของน้ำข้างล่าง จึงให้คนถือจอบมาให้ขุดลงยังที่นั้น คนเหล่านั้นขุดที่(ลึกลงไป) ได้ ๖๐ ศอก. เมื่อคนทั้งหลายขุดไปถึงที่มีประมาณเท่านี้ จอบได้กระทบหินข้างล่าง พอจอบกระทบหิน คนทั้งปวงก็พากันละความเพียรเสีย.
    [​IMG]ฝ่ายพระโพธิสัตว์คิดว่า ภายใต้หินนี้จะพึงมีน้ำ จึงลงไปยืนที่พื้นหิน ก้มลงเงี่ยหูฟังเสียง ได้ยินเสียงน้ำเบื้องล่าง จึงขึ้นมาบอกกะคนรับใช้ว่า ดูก่อนพ่อ เมื่อเธอละความเพียรเสีย พวกเราจักฉิบหาย เธออย่าละความเพียร จงถือเอาค้อนเหล็กนี้ลงไปยังหลุม ทุบที่หินนี้
    [​IMG]คนรับใช้นั้นรับคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว ไม่ละความเพียร ในเมื่อคนทั้งปวง ละความเพียร ยืนอยู่จึงลงไปทุบหิน หินแตก ๒ ซีกตกลงไปข้างล่างได้ตั้งขวางกระแสน้ำอยู่. เกลียวน้ำประมาณเท่าลำตาลพุ่งขึ้น. คนทั้งปวงพากันดื่มกิน แล้วอาบ ผ่าเพลาและแอกเป็นต้น ที่เหลือเพื่อหุงข้าวยาคูและภัต บริโภคและให้โคกิน และเมื่อพระอาทิตย์อัสดง จึงผูกธงใกล้บ่อน้ำ แล้วได้พากันไปยังที่ที่ปรารถนาแล้วๆ.
    [​IMG]คนเหล่านั้นขายสินค้าในที่นั้นแล้วได้ลาภ ๒ เท่า ๓ เท่า จึงได้พากันไปเฉพาะที่อยู่ของตนๆ. คนเหล่านั้นดำรงอยู่ในอัตภาพนั้นจนชั่วอายุ แล้วไปตามยถากรรม.
    [​IMG]ฝ่ายพระโพธิสัตว์กระทำบุญมีทานเป็นต้น ได้ไปตามยถากรรมเหมือนกัน.
    [​IMG]พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นตรัสพระธรรมเทศนานี้แล้ว ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งเองเทียว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
    [​IMG]ชนทั้งหลายผู้ไม่เกียจคร้าน ขุดภาคพื้นที่ทางทราย ได้พบน้ำในทางทรายนั้น ณ ที่ลานกลางแจ้งฉันใด มุนีผู้ประกอบด้วยความเพียรและกำลัง เป็นผู้ไม่เกียจคร้าน พึงได้ความสงบใจฉันนั้น.
     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,785
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,642
    (ต่อ)
    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกิลาสุโน ได้แก่ ไม่เกียจคร้าน คือปรารถนาความเพียร.
    [​IMG]บทว่า วณฺณุปเถ ความว่า ทราย ท่านเรียกว่าวัณณะ ในทางทราย.
    [​IMG]บทว่า ขณนฺตา แปลว่า ขุดภาคพื้น.
    [​IMG]ศัพท์ว่า อุท ในบทว่า อุทงฺคเณ นี้ เป็นนิบาต อธิบายว่า ในที่ลานกลางแจ้ง. อธิบายว่า ในที่เป็นที่สัญจรไปของพวกมนุษย์ คือ ในภูมิภาคอันไม่ปิดกั้น.
    [​IMG]บทว่า ตตฺถ ความว่า ในทางทรายนั้น.
    [​IMG]บทว่า ปปํ อวินฺทํ แปลว่า ได้น้ำ. จริงอยู่ น้ำท่านเรียกว่า ปปา เพราะเป็นเครื่องดื่ม อีกอย่างหนึ่ง น้ำที่ไหลเข้าไป ชื่อว่า ปปา อธิบายว่า น้ำมาก.
    [​IMG]บทว่า เอวํ เป็นบททำ ความอุปมาให้สำเร็จ.
    [​IMG]บทว่า มุนี ความว่า ญาณ ท่านเรียกว่าโมนะ.
    [​IMG]อีกอย่างหนึ่ง โมเนยยะอย่างใดอย่างหนึ่งในกายโมเนยยะ เป็นต้น ท่านเรียกว่าโมนะ บุคคลที่เรียกว่ามุนี เพราะประกอบด้วยโมนะนั้น. ก็มุนีนี้นั้น มีหลายอย่างคือ อาคาริยมุนี อนาคาริยมุนี เสขมุนี อเสขมุนี ปัจเจกมุนี และมุนิมุนี. บรรดามุนีเหล่านั้น คฤหัสถ์ผู้บรรลุผลรู้แจ้งศาสนา ชื่อว่าอาคาริยมุนี. บรรพชิตเห็นปานนั้นแล ชื่อว่าอนาคาริยมุนี. พระเสขะ ๗ จำพวก ชื่อว่าเสขมุนี. พระขีณาสพ ชื่อว่าอเสขมุนี. พระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่าปัจเจกมุนี. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่ามุนิมุนี. ก็ในอรรถนี้ เมื่อว่าโดยรวมยอด บุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญา กล่าวคือ พึงทราบว่ามุนี.
    [​IMG]บทว่า วิริยพลูปปนฺโน ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความเพียร และกำลังกายกับกำลังญาณ.
    [​IMG]บทว่า อกิลาสุ ความว่า ผู้ไม่เกียจคร้าน คือชื่อว่าผู้ไม่เกียจไม่คร้าน เพราะประกอบด้วยความเพียร อันประกอบด้วยองค์ ๔ ซึ่งท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า
    [​IMG]เนื้อและเลือดในร่างกายของเรานี้ทั้งหมด จงเหือดแห้งไป
    [​IMG]จะเหลือแต่หนังเอ็น และกระดูก ก็ตามที.
    [​IMG]บทว่า วินฺเท หทยสฺส สนฺตึ ความว่า ย่อมประสพ คือได้เฉพาะอริยธรรม กล่าวคือฌาน วิปัสสนา อภิญญาและอรหัตมรรคญาณ อันถึงการนับว่า สันติ เพราะกระทำความเย็นทั้งจิต และหทัยรูป.
    [​IMG]จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าสังวรรณนาการอยู่เป็นทุกข์ของคนผู้เกียจคร้านและการอยู่เป็นสุขของคนผู้ปรารภความเพียร ด้วยพระสูตรทั้งหลายมิใช่น้อย อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เกียจคร้าน เกลือกกลั้วด้วยอกุศลธรรมอันลามก ย่อมอยู่เป็นทุกข์ และทำประโยชน์ตนอันยิ่งใหญ่ให้เสื่อมไป. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคลผู้ปรารภความเพียรสงัดจากอกุศลธรรมอันลามก ย่อมอยู่เป็นสุข และทำประโยชน์ตนอันยิ่งใหญ่ให้บริบูรณ์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การบรรลุประโยชน์ย่อมไม่มีด้วยความเพียรอันเลว.
    [​IMG]บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงการอยู่เป็นสุขนั้นนั่นแหละ ที่บุคคลผู้ปรารภความเพียร ผู้ไม่ทำความยึดมั่น ผู้เห็นแจ้ง จะพึงบรรลุได้ด้วยกำลังและความเพียร จึงตรัสว่า มุนีผู้ประกอบด้วยความเพียรและกำลัง เป็นผู้ไม่เกียจคร้าน พึงได้ความสงบใจ ฉันนั้น. ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า พ่อค้าเหล่านั้นไม่เกียจคร้าน ขุดอยู่ในทางทราย ย่อมได้น้ำ ฉันใด ภิกษุในศาสนานี้ ก็ฉันนั้น เป็นผู้ฉลาด ไม่เกียจคร้าน พากเพียรอยู่ ย่อมได้ความสงบใจอันต่างด้วยปฐมฌานเป็นต้น.
    [​IMG]ดูก่อนภิกษุ ในกาลก่อน เธอนั้นกระทำความเพียรเพื่อต้องการทางน้ำ บัดนี้ เพราะเหตุไร เธอจึงละความเพียรในศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ เพื่อประโยชน์แก่มรรคผล เห็นปานนี้.
    [​IMG]พระศาสดา ครั้นทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้อย่างนี้แล้ว
    จึงทรงประกาศสัจจะ ๔ ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้ละความเพียรดำรงอยู่ในพระอรหัต อันเป็นผลอันเลิศ.
    [​IMG]แม้พระศาสดาก็ตรัสเรื่อง ๒ เรื่องสืบต่อกัน ทรงประชุมชาดก แสดงว่า
    [​IMG]คนรับใช้ผู้ไม่ละความเพียร ต่อยหินให้น้ำแก่มหาชนในสมัยนั้น ได้เป็นภิกษุผู้ละความเพียรรูปนี้ ในบัดนี้
    [​IMG]บริษัทที่เหลือในสมัยนั้น เป็น
    พุทธบริษัท ในบัดนี้
    [​IMG]ส่วนหัวหน้าพ่อค้าเกวียนได้เป็น
    เรา ดังนี้ ได้ให้พระธรรมเทศนานี้จบลงแล้ว.

    [​IMG]จบอรรถกถาวัณณุปถชาดกที่ ๒[​IMG]
    [​IMG]-----------------------------------------------------[​IMG]
    :- https://84000.org/tipitaka/atita100/jataka.php?i=270002
     
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,785
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,642

แชร์หน้านี้

Loading...