ไม่มีอะไร ที่ไม่เป็นเรื่องธรรมดา

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย NAMOBUDDHAYA, 12 กันยายน 2020.

  1. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    735
    ค่าพลัง:
    +68,347
    ไม่มีอะไร ที่ไม่เป็นเรื่องธรมดา
    เราเพิ่งได้ประสบพบเห็นกับเรื่องนี้
    มันก็ไม่ธรรมดาสำหรับเรา
    มันเป็นของแปลกสำหรับเรา
    แต่ว่ามันเป็นของเก่าสำหรับโลก

    อ วศิน อินทสระ

    2cUElBV7I0fxqQRwUNj8IM0HaYTY5NO4YuF_zGhUaJYv&_nc_ohc=TP9oGVBKvdYAX_5Mly9&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  2. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    735
    ค่าพลัง:
    +68,347
    ?temp_hash=f7e2ec553aa6769c16d37592e90e43d9.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  3. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    735
    ค่าพลัง:
    +68,347
    ผู้ที่ตกในสภาวะอับจน

    ก็ไม่ควรหมดอาลัยตายอยาก

    ควรทำจิตใจให้สงบระงับตั้งมั่นอยู่

    ก็จะค่อย ๆ หาทางออกให้แก่ตนได้

    เพราะ ปัญหาทุกอย่างที่ไม่มีทางออก ทางแก้

    ย่อม...ไม่มีในโลก

    ดูเอาเถอะว่า

    แม้แต่ปัญหาเรื่องความทุกข์

    อันเกิดจากความเกิด เเก่ เจ็บ ตาย

    พระพุทธองค์ ก็ยังหาคำตอบไว้ให้ได้

    สำหรับปัญหาอื่น ๆ อันเล็กน้อย

    จะไม่มีคำตอบ ได้อย่างไร ?

    หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

    d2ixsMg3uEkTOriwjOrlwqTvem_EWeSRRDfwdXagoIp-V4gJQMT-jms9lntkFIK2sP1ESpZ6&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    **********************************************************************

     
  4. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    735
    ค่าพลัง:
    +68,347
    ?temp_hash=f497f2488f41c6f4068dfeeaa1dc8423.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  5. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    735
    ค่าพลัง:
    +68,347
    ?temp_hash=f497f2488f41c6f4068dfeeaa1dc8423.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  6. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    735
    ค่าพลัง:
    +68,347
    แท้จริงแล้ว ตัวเราเองต่างหาก
    ที่ควรยินดีต่อการกระทำของตน
    ไม่พึงนำความสุขความทุกข์
    ไปแขวนไว้กับเสียงคนรอบข้าง
    และพึงเรียนรู้ที่จะวางใจ
    ให้อยู่เหนือคำสรรเสริญนินทาทั้งปวง

    อ.วศิน อินทสระ

    d-oxAyXAYy4FVxFGsA5lBUPYbtcK3SjHuBdEOWlX37ot&_nc_ohc=EWn0yq69SwQAX-TcKha&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  7. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    735
    ค่าพลัง:
    +68,347
    #ความรักความเข้าใจ

    คนที่มีเสน่ห์คือคนที่พยายามเข้าใจผู้อื่น
    ไม่ใช่ให้ผู้อื่นพยายามเข้าใจตน

    ความเข้าใจสำคัญกว่าความรัก
    ความรักที่ปราศจากความเข้าใจ
    ทำให้อึดอัดและขัดแย้ง

    ส่วนความเข้าใจแม้จะไม่มีความรัก
    ก็ยังทำให้ปลอดโปร่งแจ่มใส

    ถ้าทั้งรักและเข้าใจก็จะยิ่งดี

    ความเข้าใจทุกอย่างย่อมให้อภัยได้ทุกอย่าง

    การให้อภัยเป็นทางที่จำเป็นอย่างหนึ่ง
    ในมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคม
    ทำให้อยู่กันเป็นสุข ไม่จองเวรกัน

    #อาจารย์วศิน อินทสระ

    cyZvVYkj8zJNd_8oh40cLNXCpa5Q9w7CFfdm4CIEh7Dm&_nc_ohc=_fKmBEdE7mgAX-GHObF&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  8. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    735
    ค่าพลัง:
    +68,347
    hHqL5e_lc3rx_qGWkUWEsqI_8jCUCnfrBeyg_62becxR&_nc_ohc=eQoLrZfkr_oAX8UEQun&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  9. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    735
    ค่าพลัง:
    +68,347
    #อานุภาพของอาสันนกรรม

    คนที่เคยทำชั่วมา แม้มาก
    แต่เมื่อจวนสิ้นชีวิตสำรวมใจได้
    ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย
    มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น
    หรือระลึกถึงคุณงามความดี
    ของตนที่เคยทำไว้
    ..

    ยึดเอาสิ่งนั้นเป็นอารมณ์
    ทำจิตให้ผ่องใส
    ย่อมไปสุคติได้เมื่อดับจิตลง

    เพราะอาสันนกรรม
    (สิ่งที่ทำเมื่อจวนจะสิ้นชีวิต)
    นี้จะให้ผลก่อน
    แต่มีอานุภาพน้อย หรือมีกำลังอ่อน
    ..

    ท่านเปรียบเหมือนโค
    ที่ขังรวมกันอยู่ในคอก
    เมื่อคนเลี้ยงโคเปิดคอก
    โคตัวใดยืนอยู่ปากคอก
    ย่อมเดินออกมาก่อน

    แม้จะเป็นโคแก่
    หรือลูกโคที่มีกำลังน้อยก็ตาม
    ..

    แต่เมื่อเลยปากคอกไปแล้ว
    โคที่มีกำลังมากกว่าย่อมเดินออกหน้า

    เปรียบอีกอย่างหนึ่ง
    เหมือนรถติดไฟแดงที่สี่แยก
    เมื่อไฟเขียวเปิดขึ้น
    รถคันหน้าย่อมออกก่อน
    แต่เมื่อเลยสี่ แยกไปแล้ว
    รถคันใดมีกำลังมาก ย่อมแซงขึ้นหน้าไปได้
    ..

    ทำนองเดียวกัน
    อาจิณณกรรม หรือพหุลกรรม
    คือกรรมที่บุคคลทำมาก
    ทำบ่อยๆ จนเคยชินนั้น

    เป็นกรรมมีกำลัง
    ย่อมหาโอกาสให้ผลแซงอาสันนกรรมไป

    เหมือนโคหรือรถที่มีกำลังดี
    แต่ต้องเป็นโอกาสให้อาสันนกรรมให้ผลก่อน
    ..

    พระนาคเสนเปรียบลักษณะแห่งกรรมชนิดนี้ว่า

    เหมือนเรือที่รองรับหินไว้
    คือธรรมดาหินมีสภาพจมน้ำ
    แต่เมื่ออยู่ในเรือ หินก็ไม่จม
    นอกจากเรือจะจมลงไปด้วย
    เพราะรับน้ำหนักหินไม่ไหว
    แต่หินก้อนเล็ก ๆ ก็จมน้ำ
    ถ้าไม่มีเรือรองรับไว้
    ..

    เพราะฉะนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า
    จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา
    แปลว่า เมื่อจิตไม่เศร้าหมองก็หวังสุคติได้
    ..

    ในทางตรงกันข้าม
    เมื่อจิตเศร้าหมองก็หวังทุคติได้
    เช่นอาสันนกรรมที่ไม่ดี

    คือเมื่อจวนตาย
    บุคคลแม้จะทำกรรมดีมามาก
    แต่มิได้ระลึกถึงกรรมดีนั้น
    กลับระลึกถึงกรรมชั่ว
    แม้เพียงเล็กน้อยที่ตนเคยทำ
    ยึดเอากรรมนั้นเป็นอารมณ์
    จิตเศร้าหมองไปทุคติได้
    ..

    รวมความว่า
    กรรมใดที่ทำเมื่อจวนจะตาย
    กรรมนั้นเรียกว่าอาสันนกรรม

    ส่วนมากก็เป็นมโนกรรม
    จะเป็นฝ่ายกุศลหรืออกุศลก็ตาม

    บางคนก็ยึดเอาอาจิณณกรรม
    คือสิ่งที่ทำจนเคยชิน
    หรือทำมากนั่นเอง เป็นอารมณ์

    กรรมนั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นอาสันนกรรม
    ทำหน้าที่นำปฏิสนธิในภพใหม่
    ..

    ทุกคน เมื่อจวนสิ้นชีวิต

    ย่อมมีกรรมนิมิต และคตินิมิตปรากฏแก่ตน
    กรรมนิมิต คือสิ่งที่เคยทำ

    คตินิมิต คือคติหรือภพที่จะไป
    หลังจากตายแล้ว

    เช่นถ้าจะไปเกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานชนิดใด

    ก็จะมีภาพแห่งฝูงสัตว์ชนิดนั้น
    ปรากฏแก่ตนทางมโนทวาร
    (Mental vision : Mind-door ; Mind-avenue)

    ถ้าจะไปเกิดดี เช่นเกิดเป็นเทพหมู่ใด
    หรือมนุษย์พวกใด ก็จะมีภาพเช่นนั้นปรากฏขึ้น

    ท่านจึงว่า

    “เมื่อจวนตาย บุคคลย่อมหลับตา
    เห็นโลกหน้า ลืมตาเห็นโลกนี้”
    ..
    กุศลกรรมย่อมเป็นเหมือนเรือ
    ที่ประคองบุคคลไว้มิให้จม
    ส่วนผู้ประกอบอกุศลกรรมอยู่เนืองนิตย์
    ย่อมเหมือนนำหินหรือของหนักมาผูกคอ
    ผูกขาตัวเองไว้ มีแต่จะดึงให้ตกต่ำลง หรือจมลง
    ..

    มองในชีวิตประจำวัน ความเพียรชอบ
    การตั้งตนไว้ชอบ เป็นกุศลกรรม
    ย่อมประคองบุคคลไว้เหมือนเรือ
    และย่อมนำไปสู่ฝั่ง
    คือความสำเร็จผลตามที่มุ่งหมาย

    ส่วนความเกียจคร้าน
    และการตั้งตนไว้ไม่ชอบ
    ย่อมทำให้คนจมลงสู่ความเสื่อม ความตกต่ำ

    สมดังพระพุทธภาษิตที่ว่า
    “ผู้อาศัยความเกียจคร้าน
    แม้เคยมีชีวิตดีมาก่อนก็จมลงได้

    เปรียบเหมือนผู้อาศัย
    ซีกไม้เล็กๆ ข้ามมหาสมุทร ย่อมจมลง
    ไม่อาจข้ามมหาสมุทรให้พ้นได้”

    ....

    #อธิบายมิลินทปัญหา
    อธิบายวรรคที่ ๗
    อธิบายวรรคที่ ๗ (๔๕-๔๖) ตอน ๑
    ๔๕. #อานุภาพของอาสันนกรรม ตอน ๑
    #อาจารย์วศิน อินทสระ
    เพจอาจารย์วศิน อินทสระ

    TEtTnaNHl3Ay-MO85KI_h4dRUnNBGczKbYRIxud1KdZX&_nc_ohc=6xX8tM5TTPoAX9_GY7i&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  10. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    735
    ค่าพลัง:
    +68,347
    #ความสงบ

    ไม่มีสุขใดยิ่งกว่าความสงบ
    สุขอย่างอื่นมักมีทุกข์แฝงเร้นอยู่ด้วย
    เหมือนดอกไม้ เมื่อเข้าไปดูใกล้
    มักเห็นร่องรอยที่แมลงชอนไช
    สุขสงบเป็นสุขที่เยือกเย็น
    เหมือนได้ดื่มน้ำที่จืดสนิท
    (นตฺถิ ขนฺธสมา ทุกฺขา)

    ไม่มีทุกข์ใดเสมอด้วยการบริหารขันธ์
    โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปขันธ์
    คือร่างกายของเรานี่เอง
    ต้องทนทุกข์ตั้งแต่เกิดจนตาย
    ความยึดมั่นในขันธ์ ๕ เป็นทุกข์อย่างยิ่ง
    เป็นโรคอย่างยิ่ง

    ความไม่ยึดมั่นในขันธ์ ๕
    เป็นการหายโรค
    และเป็นลาภอย่างยิ่ง
    ร่างกายเป็นตัวโรคอยู่แล้ว
    จะไม่ให้มีโรคทางกายได้อย่างไร

    ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง
    ทุกคนต้องหิว
    ทุกคนมีโรคประจำตัว
    คือความหิว ความกระหาย

    วศ.
    ๕ สิงหาคม ๒๕๔๙

    =================

    #นัตถิคาถา
    #ท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
    #เพจอาจารย์วศิน อินทสระ

    ภาพ : buddhism for world peace and humanity

    GpenmDLJiR7jEB5S30JwfjinjBeBLRDGovAJCt7Te3c_&_nc_ohc=0nd8wre4mBIAX_1t1KX&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  11. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    735
    ค่าพลัง:
    +68,347
    วันนี้อยู่ พรุ่งนี้ไป ใครจะรู้
    แล้วตัวกู ของกู อยู่ตรงไหน
    บุญที่ทำ กรรมที่ก่อ ติดตัวไป
    เป็นเหตุใหม่ ภัยวัฏฏะ จะพาเวียน

    ให้ได้เรียน ได้รู้ โลภ โกรธ หลง
    วิบากส่ง รับโทษทุกข์ สุขแปรเปลี่ยน
    เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ กงกรรมเกวียน
    ยุติเพียร ภาวนา เห็นใจกาย

    สติปัฏ ฐานทั้งสี่ เพียงแค่รู้
    เพียรเฝ้าดู เห็นเกิดดับ ตลอดสาย
    เพียงสักว่า รู้เห็น ทั้งใจกาย
    ครั้นชีพวาย วางว่างไว้ ไม่กลับคืน

    .
    วิมุตติธรรม
    CR : สถานธรรมไท่ฉงร้อยเอ็ด

    S5AJAaGGyIGcidoZsi8frc8bKPYqigmrWuYEjIepWu7d&_nc_ohc=pEAe5ok6BoAAX_B7wfN&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  12. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    735
    ค่าพลัง:
    +68,347
    ?temp_hash=81c532bdfa2c5b6364869d8165734675.jpg



    “ระหว่างเวลาจากชาติหนึ่งถึงอีกชาติหนึ่ง
    จะใช้เวลานานเท่าใดครับ?”
    “อันนี้ไม่แน่, ถ้าวิญญาณก้าวหน้ามาก
    มีคุณธรรมสูงมากจะอยู่ในโลกทิพย์นาน
    เพื่อย่อยประสบการณ์ต่างๆ ลงสู่อุปนิสัย
    ท่านว่ามนุษย์สามัญ
    เวลาระหว่างชาติอยู่ในระหว่าง ๕ ปี
    แต่วิญญาณชั้นสูง
    จะมีเวลาระหว่างชาติถึง ๒,๓๐๐
    (สองพันสามร้อย) ปี แล้วมาเกิดอีก
    เพื่อหาโอกาสเรียนบทเรียน
    ที่ยังเหลืออยู่บางบท
    และสมัครใจกลับมาเกิดเพื่อทำหน้าที่
    เป็นครูสอนจริยธรรมแก่มนุษย์,
    หรือช่วยเหลือมนุษย์ในการพัฒนาจิตใจ
    การตายแล้วเกิดเป็นกระบวนที่สิ้นสุดได้
    ถ้าเราสามารถพัฒนาวิญญาณ
    ให้สมบูรณ์จนไม่มีความชั่วหลงเหลืออยู่เลย”
    “แต่ต้องเกิดหลายชาติ?”
    “ใช่ต้องเกิดหลายชาติ” พ่อตอบ,
    “ชีวิตเพียงชาติเดียว
    ไม่เพียงพอที่จะหาประสบการณ์
    ให้แก่วิญญาณได้
    และไม่พอที่จะพิสูจน์ผลแห่งกรรม
    เหมือนนักเรียนมาโรงเรียนเพียงวันเดียว
    จะได้ทันเรียนรู้อะไร
    และจะได้ทันพิสูจน์สติปัญญาความสามารถอย่างไร
    เรียกว่าเกือบจะไร้ความหมายเอาทีเดียว
    เด็กที่เกิดในแหล่งสลัมในนครใหญ่ๆ นั้น
    จะมีประโยชน์อะไร
    ถ้าเขาเกิดมาเพียงชาติเดียว
    หรือเด็กที่เกิดมาแล้วตายเสีย
    ภายในปีสองปีแรกจะมีประโยชน์อะไร
    แต่เพราะเหตุที่ไม่มีอะไรสูญไม่มีอะไรถูกลืม
    ไม่ว่าชีวิตจะสั้นเพียงใด
    ย่อมมีบางสิ่งบางอย่างอันมีคุณค่า
    ควรแก่ความทรงจำของวิญญาณ
    หรือมิฉะนั้นก็เป็นการใช้หนี้เก่าบางอย่าง
    ที่เคยทำมาในชาติอดีต”
    “คนส่วนมากมักตีคุณค่าของชีวิตด้วย
    ลาภผลที่หาได้ เช่น ความสุขสำราญใจ
    ตำแหน่ง ยศ ความสนุกสนาน
    เพลิดเพลินในโลกิยารมณ์ รัชนียารมณ์
    ความจริงแล้วสิ่งเหล่านี้
    มีคุณค่าแก่ชีวิตน้อย
    สิ่งที่มีคุณค่าแก่ชีวิตจริงๆ คือ
    สิ่งที่ทำให้เราสามารถ
    พัฒนาจิตใจของเราให้ขึ้นสู่ระดับสูง
    ...
    เช่น ความทุกข์ยาก และความล้มเหลว
    ซึ่งทำให้เรารู้จักโลกและชีวิตดีขึ้น
    มันมีคุณค่าในฐานะเป็นบทเรียน
    ให้เราระมัดระวังมากขึ้น
    เพื่อจะได้มีความผิดพลาดน้อยลง
    และความทุกข์ก็จะน้อยลงด้วยเหมือนกัน
    ประสบการณ์ทุกชนิดไม่ว่าเล็กหรือใหญ่
    เป็นส่วนหนึ่งแห่งบทเรียนของเรา
    แต่คนส่วนมากมักลืมความจริงอันนี้เสีย
    จึงเศร้าโศกอย่างมากเมื่อผิดหวัง
    และดีใจจนลืมตัวเมื่อสมหวัง”
    ...
    "พ่อผมเป็นมหา"
    ท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
    เพจอาจารย์วศิน อินทสระ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  13. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    735
    ค่าพลัง:
    +68,347
    ?temp_hash=87c312ae8ec99a740e5c1925381a4f03.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  14. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    735
    ค่าพลัง:
    +68,347
    xVIa4uFqEOd5qZ8dPuj1sbxoHbzODCkr-dxEVwr11E25&_nc_ohc=Sk3Sr3PyIUkAX9E2pwm&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    #ปฏิบัติธรรมแล้ว สุดท้ายเราจะได้อะไร

    ..สมัยพุทธกาล มีคนถามพระพุทธองค์ว่า
    ปฏิบัติธรรมแล้ว สุดท้ายเราจะได้อะไร
    พระพุทธองค์ตอบว่า"ไม่ได้อะไรเลย"
    เขาจึงถามต่อไปว่า... ถ้าเช่นนั้นท่านจะปฏิบัติไปเพื่ออะไร
    พระพุทธองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ตรัสว่า ตถาคตสามารถบอกเธอถึงสิ่งที่หายไป นั้นก็คือ
    ความโกรธได้หายไป
    ความหม่นหมองวิตกกังวลหายไป
    ความเศร้าท้อแท้หายไป
    ความกังวลไม่สบายใจหายไป
    ความเห็นแก่ตัว โลภะ โทสะ โมหะพิษร้ายทั้งสามก็หายไป
    อวิชาคือความไม่รู้ที่ปิดกั้น ปุถุชนทั้งหลายก็ได้สูญสิ้นไป
    พูดเหมือนง่าย... แต่เหตุผลนั้นมันลึกซึ้ง...
    คนทั้งหลายที่มาสู่โลกนี้ มีเพียงสองเรื่องคือเกิดกับตาย
    เรื่องแรกทำสำเร็จไปแล้ว ส่วนอีกเรื่องนั้นเราจะทุกข์ร้อนไปทำไม...
    มีวาสนาก็มา ... ไม่มีวาสนาก็ไป... สิ่งใดที่สมควรแก่เหตุก็มาเอง... สิ่งใดที่ไม่สมควรแก่เหตุ จะแสวงหาก็ไม่พบ อ้อนวอนก็ไม่สำเร็จ...
    มีวาสนาก็ไม่ปฏิเสธ ไร้วาสนาก็ไม่ต้องแสวงหา... สิ่งที่เข้ามาหาก็ต้อนรับ สิ่งที่จากไปก็ไม่ต้องอาลัย... ทุกสิ่งทุกอย่างแล้วแต่วาสนา ให้เป็นไปตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น
    ผู้มีปัญญาทั้งหลายไม่เอาชีวิตไปขึ้นอยู่กับปากและตาของผู้อื่น... ให้มองเห็นจิตและใจของตนเอง... มีสติ รู้จิต ไม่ฟุ้งซ่าน... ไม่ดิ้นรนแสวงหาในสิ่งที่หลอกลวงทั้งหลาย... ไม่ดิ้นรนแสวงหา ใจเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง... จะร้อนจะหนาว จะลุกจะนั่ง จิตก็มีสติอยู่เสมอ นี่แหละคือการปฏิบัติธรรม
    เกิดเป็นคน อย่าเป็นคนหลอกลวงไร้สัจจะ ถ้าเป็นคนหลอกลวงจะไม่สามารถเปิดใจต่อผู้อื่นได้... ความทุกข์ที่สุดของมนุษย์คือใจที่ไร้ที่พึ่ง...
    ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ ยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม จิตที่ดีงามย่อมไม่มีเรื่องทุกข์ใจฺ...
    จิตที่ประเสริฐ ย่อมไม่มีผู้ที่จะต้องเคียดแค้นชิงชัง... จิตที่เรียบง่าย ย่อมไม่มีเรื่องว้าวุ่นใจ... เป็นคนดี กายใจซื่อตรง ย่อมหลับเป็นสุข... ผู้ประกอบกรรมดี ฟ้าดินย่อมมองเห็น ผีสางเทวดาย่อมสรรเสริญ
    ความสงบที่แท้จริงมิได้เกิดจากการนั่งนิ่งๆหลายชั่วโมง แต่เกิดจากการมองผู้คนและสิ่งทั้งหลายด้วยใจที่สงบ ได้ยินแม้แต่เสียงดอกไม้บาน... นั่งก็เป็นสมาธิ เดินก็เป็นสมาธิ
    เหตุเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เหตุเกิดขึ้นแล้วก็ว่างเปล่า...ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของทุกคน ไม่มีใครสามารถเป็นเจ้าของได้ ได้แต่เพียงเกี่ยวข้องแล้วก็ผ่านไป... พวกเราทุกคนเป็นเพียงแขกผู้ผ่านกาลเวลาเท่านั้น... วันหนึ่งเราก็ต้องบอกลาทุกสิ่งไป
    ทุกสิ่งที่ปรากฎต่อหน้าเรานั้นควรจะทนุถนอม... แต่สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็ไม่ควรต้องอาลัย... สิ่งใดที่ควรได้ก็ให้รับเขาด้วยความยินดีแต่ไม่ยึดถือ..
    ขออวยพรแด่ทุกคนที่มีวาสนาได้เกิดมาเป็นมนุษย์ร่วมโลกกัน
    #อนุโมทนาบุญ
     
  15. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    735
    ค่าพลัง:
    +68,347
    สนิทกันเกินไป
    ก็ประมาท ไม่ระมัดระวัง
    ล่วงเกินขอบเขต
    ของความพอเหมาะพอดีได้ง่าย
    ไม่ระวังความคิด
    คำพูดและการกระทำ
    ...ก็มีปัญหา
    ...
    ห่างเหินมาก
    ก็เหมือนไม่สนใจ
    ไม่เอาใจใส่
    ก็กลายเป็นคนไกล
    ท่านจึงว่า
    มิตรภาพย่อมจืดจาง
    เพราะเหตุ ๓ ประการคือ
    สนิทสนมกันเกินไป หนึ่ง
    ห่างเหินกับเกินไป หนึ่ง
    และการขอ ในกาลอันไม่ควรขอ หนึ่ง
    ความพอดี จึงย่อมดีเสมอ
    ....
    อ.วศิน อินทสระ
    เพจ อาจารย์วศิน อินทสระ
    kL21SlzOHqugZrGBBluESX10RwuHBVGHITbebA03LEtN&_nc_ohc=AqV8zU55dfkAX-672R5&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  16. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    735
    ค่าพลัง:
    +68,347
    ขอพูดไว้ในที่นี้ด้วยว่า
    คนไทยส่วนใหญ่
    นับถือพระพุทธศาสนาก็จริง
    แต่ส่วนมากของผู้นับถือพระพุทธศาสนาเหล่านั้น
    ยังมิได้รู้จักพระพุทธศาสนา
    ยังมิได้มองเห็นความสำคัญแห่งพระธรรม
    ซึ่งเป็นตัวแทนแห่งพระศาสดา

    เขาเอาชีวิตไปแขวน
    ไว้กับพระสงฆ์ที่เขานิยมเลื่อมใส

    เมื่อเห็นพระสงฆ์รูปนั้น
    ปรวนแปรไปจากที่เขานิยมนับถือ
    หรือมิได้เป็นอย่างที่เขาหวังไว้
    ก็เสื่อมศรัทธา
    หรือถอยห่างจากพระพุทธศาสนา

    ..

    เขายังมิได้รู้อย่างถ่องแท้ว่า
    พระพุทธศาสนา
    คือคำสอนอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า

    ส่วนพระสงฆ์นั้นเป็นปัจเจกชน
    ที่เข้ามาบวชในพุทธศาสนา
    ซึ่งมีดีบ้างเลวบ้าง

    ถ้าเห็นพระสงฆ์ประพฤติมิชอบแล้ว
    ถอยศรัทธาจากพุทธศาสนา

    ก็เป็นการเสียประโยชน์ของตนเอง

    คือเสื่อมจากประโยชน์ที่ตนพึงได้
    จากพระธรรมอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า

    พระสงฆ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม
    ถ้าเขานำพระธรรมของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติตาม
    เขาย่อมได้รับประโยชน์
    ตามสมควรแก่การปฏิบัติอย่างแน่นอน

    .............

    "อธิบายมิลินทปัญหา"
    ท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
    เพจอาจารย์วศิน อินทสระ


    ?temp_hash=f80ed79c948e503f82843afdd226834c.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  17. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    735
    ค่าพลัง:
    +68,347
    #ตัวอย่างเช่นเรื่องความตาย
    คนคิดเป็นย่อมเห็นเป็นเรื่องธรรมดาไม่เศร้าโศก
    แต่กลับได้ความสลดใจรีบทำความดีเว้นความชั่ว
    เพราะเห็นด้วยปัญญาว่า ชีวิตของคนเราไม่ยาวนัก
    ไม่นานก็จักต้องตาย เหมือนคนรู้ตัวว่ามีเวลาอยู่น้อย
    จึงไม่ประมาทรีบทำสิ่งที่ควรทำให้เสร็จโดยเร็ว
    ไม่โอ้เอ้ชักช้า ผัดวันประกันพรุ่ง
    ส่วนคนคิดไม่เป็น เมื่อระลึกเรื่องความตาย
    ก็จับเจ่าเศร้าหมองทุกข์ร้อน งอมืองอเท้าไม่อยากทำอะไร
    ปล่อยเวลาให้ล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์
    ด้วยเห็นว่า ทำก็ตายไม่ทำก็ตาย
    หาความสบายไปวันๆ ดีกว่า ดังนี้เป็นต้น
    อนึ่ง ผู้ต้องการปลูกฝังปัญญาเมื่อได้ฟังสิ่งใด
    ได้เห็นสิ่งใดก็ใช้โยนิโสมนสิการในสิ่งนั้นๆ
    ไม่ด่วนรับหรือปฏิเสธ แต่จะใช้ปัญญาพิจารณา
    ด้วยดีเสียก่อนก็จะทำให้มีความเห็นถูกต้องได้
    และกำจัดความสงสัยเสียได้
    พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า
    “โยนิโสมนสิการเป็นเหตุ
    ให้สัมมาทิฏฐิที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น
    ที่เกิดแล้วเจริญยิ่งขึ้น
    และเป็นเหตุให้ความสงสัยที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น
    ที่เกิดแล้วถูกขจัดเสียได้
    โยนิโสมนสิการเป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่
    เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น
    เพื่อความไม่เสื่อมสูญแห่งพระสัทธรรม”
    (อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต ๒๐/๑๔-๑๕/๖๘-๓๘๖)
    ============
    #ปิยกรณธรรม
    #เพจอาจารย์วศิน อินทสระ
    #ท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
    ภาพ : Buddhism For World Peace And Humanity
    =AZUBasOVAUJ-jc3gaDVUreIxRcLMd6GLffrihms2vZPS5uxSda2unS1b_MjDLMEzWbKsU3YPB3nKpp57fHWbrPNHW8wGNiCULbotBMS5KuzAe_U-cdq2q6coy4vlCA-eC9BwHOnlYuScKysIN3dhfQEa1POA54BMRF_ms56wkO6O4L7ZzocBF5w6ItK1Wj4YjH4&__tn__=EH-R'] Ttvh74QULFTqLy6j_wX-4yE4NGW5LML9Iue46KKlT71&_nc_ohc=lW1qJxydzw0AX96Qi_B&_nc_ht=scontent.fbkk13-2.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  18. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    735
    ค่าพลัง:
    +68,347
    “ทางดำเนินแห่งมุนี”
    ของ ท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
    http://www.kanlayanatam.com/book/munee.pdf
    มุนี คือ ผู้รู้ ผู้มีใจสงบ
    มีบ่อยๆ ที่เราได้เห็นบุคคลผู้มีคุณสมบัติเช่นนี้
    เป็นทั้งมุนี นักปราชญ์ และบัณฑิต อยู่ในคนคนเดียวกัน
    คือเป็นผู้รอบรู้ซึ่งเป็นลักษณะของปราชญ์
    และเป็นคนดีซึ่งเป็นลักษณะของบัณฑิต
    แม้จะหาได้ยากแต่ก็หาได้
    ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเป็นผู้หมั่นศึกษา
    สดับตรับฟัง และฝึกตน
    พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
    "ผู้ที่ฝึกตนให้อดทนต่อคำล่วงเกินของผู้อื่นได้
    เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่มนุษย์"
    อาจารย์วศิน อินทสระ
    4PZ4sgyArRozIrrHb1uWFXu9yOIsZV2kkUI744McYW9F&_nc_ohc=LFJHtogtHJgAX-1dShJ&_nc_ht=scontent.fbkk2-3.jpg
     
  19. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    735
    ค่าพลัง:
    +68,347
    คนใหญ่จริง
    ไม่มีปมด้อย ไม่มีความกดดัน
    จึงไม่ต้องระบายความเขื่อง
    หรือความใหญ่ให้ใคร
    ส่วนคนใหญ่ไม่จริง
    เมื่อได้รับความกดดัน
    มักจะมาระบายความยิ่งใหญ่
    กับคนที่ฐานะด้อยกว่า
    ..
    อ.วศิน อินทสระ
    เพจอาจารย์วศิน อินทสระ
    _ogIo_XvIaVwcgrnnor2UT6mCw07HCSMTS4dI07ty4v&_nc_ohc=u6kx4PazSAAAX8_1FAq&_nc_ht=scontent.fbkk22-4.jpg
     
  20. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    23,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    735
    ค่าพลัง:
    +68,347
    “อย่าเอาน้ำร้อนไปรดต้นไม้”
    มันมีสิ่งหนึ่ง
    ที่ควรระมัดระวังอย่างยิ่ง
    ก็คือว่า อย่ามีการกระทำ
    ทำนองเอาน้ำร้อนรดต้นไม้
    ธรรมดาเราต้องเอาน้ำเย็นรดต้นไม้
    แต่ถ้าเป็นน้ำร้อน
    ต้นไม้มันจะตายหมด
    ..
    ตัวอย่างเช่น
    เราอุปการะเด็กที่เป็นญาติ
    หรือไม่ใช่ญาติก็ตาม
    ผู้ใหญ่นี่จะทำอะไร
    ด้วยความหวังดีต่อผู้อื่น
    แม้จะมีความหวังดี
    แต่ถ้าทำลงไปด้วยความโง่เขลา
    ขาดสามัญสำนึก เอาแต่ใจตัว
    มีความหวังดีต่อเด็กก็จริง
    แต่ดุด่าว่ากล่าว
    ..
    ทีนี้การดุด่าว่ากล่าวนั้นรุนแรงเกินไป
    ผิดกาลเทศะ ก่อให้เกิดความขมขื่น
    แก่ผู้รับคำสอนหรือแก่ผู้ฟัง
    การตักเตือนกัน
    ก็ต้องเป็นไปอย่างละมุนละม่อม
    ถ้าพูดถึงยิ่งเป็นผู้ใหญ่
    ยิ่งมีความจำเป็น
    ตักเตือนกันด้วยความละมุนละม่อม
    ..
    ต้องมีชั้นเชิงในการตักเตือน
    ถ้าเป็นเด็ก
    นอกจากเด็กจะไม่เชื่อฟังแล้ว
    บางทีก็ยังเกลียดชัง
    คนที่ตักเตือนสั่งสอนแบบนั้นได้อีกด้วย
    ..
    ถ้าเป็นอย่างนี้
    พยายามทำดีต่อใคร
    ก็มักจะไม่ขึ้น
    แล้วก็มักจะบ่นว่า
    ทำดีไม่มีใครเห็นใจ
    พวกลูกหลานที่อุปการะ
    ก็ไม่มีใครสำนึกคุณ
    เพราะว่าขณะที่เขาทำความดีนั้น
    ก็ทำความไม่ดีควบคู่กันไปด้วย
    กลายเป็นการหักกลบลบล้างกันไปหมด
    ..
    เพราะฉะนั้น การปฏิบัติต่อผู้อื่น
    ในครอบครัวหรือใครต่อใครก็ตาม
    ก็ต้องเว้นลักษณะที่ว่า
    เอาน้ำร้อนไปรดต้นไม้
    เราต้องปฏิบัติอย่างเหมาะสม
    การตักเตือนสั่งสอนผู้อื่น
    เราจะต้องทำอย่างละมุนละม่อมเสมอ
    งดเว้นการถากถางผู้อื่นอย่างเด็ดขาด
    เพื่อให้เป็นการเอาน้ำเย็นไปรดต้นไม้
    ..
    "ชีวิตและครอบครัว"
    ท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
    q1n0GtuXAAL7eHQFzde0B_Jcc-ZhqSo7BKM4pCphIIJv&_nc_ohc=mVI33tKUjlYAX_zxyfq&_nc_ht=scontent.fbkk2-8.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...