เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 21 พฤษภาคม 2022.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    8,608
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,302
    ค่าพลัง:
    +18,867
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    8,608
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,302
    ค่าพลัง:
    +18,867
    วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๒๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ กระผม/อาตมภาพได้ไปทำหน้าที่ของตน ในฐานะคณะกรรมการอำนวยการฝึกอบรมเจ้าอาวาสใหม่ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๔ เมื่อกลับมาแล้วก็ต้องมาทำหน้าที่บันทึกเสียงตามระเบียบ

    วันก่อนที่มีการบวงสรวงขออนุญาต สร้างวัตถุมงคลจากยาจินดามณีและสร้างยาจินดามณีนั้น ทางเจ้าภาพมีการขอให้กระผม/อาตมภาพกดพิมพ์นำฤกษ์พระเจ้าสัวเนื้อยาจินดามณี แต่ปรากฏว่ากระผม/อาตมภาพประมาณกำลังตนเองผิดไป จึงได้ใช้กำลังประมาณ ๑ ใน ๔ ของกำลังปกติ ปรากฏว่าเครื่องพิมพ์ทั้งเครื่องล้มกระจายไปเลย..!

    ตรงนี้ต้องขอบอกกล่าวกับทุกท่านว่า กระผม/อาตมภาพป่วยเป็นโรคมาลาเรียเรื้อรังมาตั้งแต่อายุ ๒๒ ปี ปีนี้อายุ ๖๓ ปีแล้ว ขอยืนยันว่ากำลังของตนเองนั้น เหลือประมาณแค่ ๑ ใน ๑๐ ของสมัยหนุ่ม ๆ เท่านั้น

    เนื่องเพราะว่าในสมัยที่ยังอยู่กองโรงเรียน ฝึกวิชาทหารกับเพื่อน ๆ นั้น เมื่อโดนเพื่อน ๒ คนซึ่งน้ำหนักตัวคนละประมาณ ๖๐ กิโลกรัม ล็อคแขนซ้ายขวาอยู่ กระผม/อาตมภาพสามารถคว้าหัวเข็มขัดสนามของเพื่อน แล้วยกเพื่อนทั้ง ๒ คนลอยทั้งตัวได้..!

    เมื่อมาถึงตอนนี้กลายเป็นคนแก่ แต่ก็ยังแปลกใจในความเป็นคนแก่ของตนว่า บางทีก็ยังแข็งแรงกว่าหนุ่ม ๆ สมัยนี้ เนื่องเพราะว่าในสมัยวัยรุ่นก็แบกข้าวสารกระสอบละ ๑๐๐ กิโลกรัมเป็นปกติ

    แม้กระทั่งตอนที่มาเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าขนุน ซึ่งตอนนั้นก็อายุกาลผ่านวัยมาถึง ๕๐ ปีแล้ว มีการสร้างลานธรรมวัดท่าขนุน ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็คือจุดที่ทางวัดใช้ ในการตามประทีป ๑๐,๐๐๐ ดวงถวายเป็นพุทธบูชา

    ตอนช่วงนั้นก็มีพระภิกษุจำนวนมากที่อุปสมบทเข้ามาช่วยงานอยู่ กระผม/อาตมภาพเห็นทางโรงงาน นำเอาแท่งปูนซึ่งใช้ทำเป็นขอบลานธรรมมาส่ง แท่งคอนกรีตนี้หนักแท่งละ ๑๐๐ กิโลกรัม เมื่อเห็นว่ามีจำนวนมากมาย และพระภิกษุของเราหลาย ๆ รูปก็ช่วยกันยกแท่งหนึ่ง ด้วยความที่ลืมตัวไปว่าตัวเองแก่ อายุถึง ๕๐ ปีแล้ว ก็ไปยกกับเขาด้วย แต่ว่าพระที่ท่านยกอยู่นั้น ความแข็งแรงไม่เท่าคนแก่อย่างกระผม/อาตมภาพ
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    8,608
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,302
    ค่าพลัง:
    +18,867
    เรื่องนี้ถ้าต้องการสักขีพยานให้ไปถามจากทิดหนุ่ม (นายวัฏฏ์ชยุตม์ พฤกษถานนท์กุล) ซึ่งตอนนี้เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างอยู่ที่วัดท่าขนุน ตอนนั้นท่านอุปสมบทเป็นพระอยู่ เมื่อมายกแท่งคอนกรีตคู่กัน ด้วยความที่กระผม/อาตมภาพลืมตัว ต้องการที่จะให้งานเสร็จเร็ว ๆ ดึงแท่งคอนกรีตมาได้ก็ยกเข้าที่ไปเลย แต่ปรากฏว่าที่ปลายแท่งคอนกรีตอีกด้านหนึ่ง มีของที่ถูกยกติดมาด้วยก็คือทิดหนุ่มนั่นเอง..!

    เมื่อเห็นสภาพเช่นนั้นแล้ว ทิดหนุ่มบอกว่า "หลวงพ่อน่ากลัวจนเกินไป" กระผม/อาตมภาพก็ไม่เข้าใจว่าน่ากลัวตรงไหน เพราะว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ตนเองทำได้เป็นปกติอยู่แล้ว

    แม้กระทั่งสมัยที่ออกธุดงค์อยู่ ซึ่งตอนนั้นก็มีพระตามไปหลายรูป ที่ยังเหลืออยู่ก็คือพระครูปลัดปรีชา จิรนาโค, ดร. เจ้าอาวาสวัดวังปะโท่ ส่วนที่สึกหาลาเพศไปก็มีทิดกอล์ฟ (นายศราวุธ วัฒนะโชติ) ทิดเค (ธีรวุฒิ) ฯลฯ ซึ่งตอนนี้ยังนึกไม่ออกว่านามสกุลจริงคืออะไร แต่ที่บอกกล่าวเอาไว้เพื่อให้ทุกคนได้มีหลักฐานยืนยันไปสอบถามได้

    เมื่อถึงสถานที่พัก กระผม/อาตมภาพก็ปล่อยให้ท่านอื่นจัดแจงกางกลด ทำความสะอาดพื้นที่ ตนเองนำบาตรไปตักน้ำสะอาดมา เพื่อเตรียมที่จะต้มน้ำร้อนแจกจ่ายให้กับทุกคน ด้วยความที่ว่ากลางคืนในป่านั้นหนาวมาก จึงต้องมีการก่อไฟกันเป็นปกติ กระผม/อาตมภาพเห็นไม้แห้งอยู่ท่อนหนึ่ง โตประมาณ ๑ โอบ ความยาวเกือบ ๆ ๔ เมตร ลอยน้ำมาติดชายฝั่งอยู่ ก็ยกติดมือมา พร้อมกับอีกมือหนึ่งก็ถือบาตรเบอร์ ๘ ครึ่งที่บรรจุน้ำเต็มมาด้วย


    เมื่อบรรดาทิดกอล์ฟ ทิดชาย (นายอรรถพล ธรรมรัตน์) ทิดเคในสมัยนั้นเห็นเข้า ก็ปรี่กันเข้ามาช่วย ท่านหนึ่งก็ยกบาตรที่ใส่น้ำเต็มไป อีก ๒ ท่านก็มายกหัวท้ายของไม้ท่อนนั้น กระผม/อาตมภาพบอกว่า "เรียกพวกคุณมาให้มากกว่านี้" แต่ว่าทั้ง ๒ ท่านไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเรียกด้วย ? ในเมื่อหลวงพ่อแบกคนเดียว แล้วพวกเขาก็มาตั้ง ๒ คนแล้ว ในเมื่อเห็นเขามีความมั่นใจหนักหนา กระผม/อาตมภาพก็ปล่อยไม้ท่อนนั้น ผลก็คือทั้ง ๒ คนโดนไม้ถ่วงหัวทิ่มพื้นไปพร้อมกัน..!

    ส่วนอีกครั้งหนึ่งนั้นอยู่ที่เกาะพระฤๅษี ตอนนั้นก็จะมีการก่อสร้าง ซึ่งการก่อสร้างช่วงนั้นจะใช้เสาสำเร็จรูป ก็คือเสาหน้า ๕ นิ้ว ยาว ๕ เมตร แต่ว่าเป็นเสาในลักษณะตีนช้าง ก็คือมีโคนใหญ่มาก กระผม/อาตมภาพจึงแบกด้านที่เป็นตีนช้าง ปล่อยให้ทิดกอล์ฟแบกทางด้านที่เป็นปลาย

    เมื่อนับ ๑-๒-๓ ยกขึ้นพร้อมกัน กระผม/อาตมภาพเหวี่ยงด้านที่เป็นตีนช้างขึ้นบ่าได้ อีกด้านหนึ่งทางด้านหลังก็ทรุดฮวบลงไป กระผม/อาตมภาพหันไปมอง ปรากฏว่าทิดกอล์ฟโดนปลายเสาทับ คอพับติดพื้นอยู่..! จึงได้รีบวางด้านของตนเองลง แล้วไปช่วยยกออกให้ ทิดกอล์ฟบอกว่า "ระยะเวลาแค่ไม่กี่วินาที ทำไมคนใกล้ตายคิดอะไรได้มากขนาดนี้ ? ผมคิดเลยว่า หลวงพ่อแบกด้านที่ใหญ่กว่ามาก แล้วถ้าหลวงพ่อโดนทับอยู่อีกคนหนึ่ง ใครจะมาช่วยชีวิตผม ?"
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    8,608
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,302
    ค่าพลัง:
    +18,867
    เรื่องทั้งหลายเหล่านี้นั้น ถ้าหากว่าคนอื่นอาจจะเห็นเป็นของอัศจรรย์ แต่กระผม/อาตมภาพเห็นเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะได้พบได้เห็นจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุงมาจนเป็นเรื่องปกติแล้ว

    อย่างเช่นว่า เมื่อท่านเลิกจากการรับสังฆทานที่ศาลานวราชบพิตร จะเดินทางกลับที่พัก ก็มีญาติโยมคุกเข่าอยู่ ๒ ฝั่ง ก้มศีรษะเป็นแถวยาว เพื่อให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเอาไม้เท้าเคาะหัวให้ ไม้เท้าของท่านนั้นเป็นไม้เท้าอะลูมิเนียมแบบปรับสูงต่ำได้ ปลายด้านหนึ่งหุ้มยางกันลื่นเป็นปกติ

    ท่านทั้งหลายอาจจะไม่เคยเห็น กระผม/อาตมภาพได้รับไม้เท้าของพระเดชพระคุณหลวงพ่อจากช่างเชียร ซึ่งเป็นลูกชายของช่างชิต แก้วแดงที่ทำหน้าที่ก่อสร้างในวัดท่าซุงมาเกือบทั้งตลอดชีวิต ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อมอบไว้ให้ช่างชิตเป็นกำลังใจ เมื่อสิ้นพ่อไปแล้ว ช่างเชียรบอกว่า "ไม่เห็นว่าใครมีบารมีพอที่จะครอบครองไม้เท้าของพระเดชพระคุณหลวงพ่อไว้ได้ ก็เลยขอถวายหลวงพี่เอาไว้ก็แล้วกัน"

    ดังนั้น...หากว่าท่านทั้งหลายไม่เคยเห็น ถ้ามีการสร้างพิพิธภัณฑ์เครื่องอุปโภคบริโภค คือเครื่องใช้ไม้สอยของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ กระผม/อาตมภาพอาจจะนำออกมาแสดงให้ทุกคนได้เห็น

    แต่ในตอนที่ทำไม้ถือ หรือว่าไม้ครูของทางวัดท่าขนุนนั้น กระผม/อาตมภาพเคยนำไม้ครูของครูบาอาจารย์มาเข้าพิธีด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือว่าขอกำลังจากครูบาอาจารย์มาอนุเคราะห์สงเคราะห์ ซึ่งก็ได้นำเอาไม้เท้าของหลวงพ่ออันนี้มาเข้าพิธีนั้นด้วย

    เมื่อหลวงพ่อเคาะศีรษะทุกคนแล้วเดินผ่านไป มีโยมท่านหนึ่งเอามือคลำหัวทำหน้าพิกล กระผม/อาตมภาพกับหลวงตาวัชรชัยจึงถามว่า "เป็นอะไร ?" โยมแบมือให้ดู ปรากฏว่าเลือดติดมือมาด้วย..! หลวงพ่อท่านเคาะหัวด้วยความเมตตาแค่เบา ๆ แล้วปลายไม้เท้าก็หุ้มยางกันลื่น แต่ปรากฏว่าโยมบางคนหัวแตก..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    8,608
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,302
    ค่าพลัง:
    +18,867
    อีกท่านหนึ่งก็คือหลวงพี่มหาดำของพวกเราทั้งหลาย ปัจจุบันก็คือท่านเจ้าคุณดำ (พระราชสุวรรณเวที) วัดสุวรรณคีรีหรือวัดขี้เหล็ก ตอนนั้นไม่ว่าจะเป็นหลวงพี่มหาดำ หลวงพี่มหาวิจิตร หรือว่าหลวงพี่มหาชุบ ซึ่งตอนหลังหลวงพี่มหาชุบนั้นก็คือท่านเจ้าคุณชุบ (พระศรีวิสุทธิโมลี) วัดเลียบ (วัดราษฎร์บูรณะ)

    ทั้ง ๓ ท่านได้ช่วยวิ่งเต้นงานต่าง ๆ ให้แก่พระเดชพระคุณหลวงพ่อในกรุงเทพฯ เช่น การติดต่อประสานงานพระเถระต่าง ๆ เมื่อถึงเวลาทำงานสำเร็จหรือไม่สำเร็จเป็นประการใด ก็จะต้องมารายงานถวายงานแก่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ

    พระเดชพระคุณหลวงพ่อกำลังจะขึ้นสู่ตึกนนทา อนันตวงษ์ เพื่อเข้าไปพักในตึกอินทราพงษ์ ท่านทั้งหลายที่ไม่เคยอยู่วัดท่าซุง จะนึกไม่ออก แต่ว่าตึก ๒ หลังนี้สร้างแฝดติดกัน แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เจาะกำแพงด้านหนึ่ง ทำเป็นบันไดเตี้ย ๆ แล้วก็ติดประตูเพื่อให้เดินทางจากตึกนนทา อนันตวงษ์ หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าตึกริมน้ำ บางทีตรงจุดที่กระผม/อาตมภาพเข้าเวรอยู่ ก็เรียกกันตามรหัสวิทยุว่า หน้าตึก เพื่อที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อจะได้เข้าไปทำงาน อย่างเช่นว่าเขียนหนังสือ บันทึกเสียงธรรม ทำบัญชี เหล่านี้เป็นต้น ที่ในตึกอินทราพงษ์ซึ่งอยู่ติดกัน

    เมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อลงจากยานพาหนะเตรียมจะขึ้นตึก หลวงพี่มหาดำหรือพระมหาสันติ สันติญาโณในขณะนั้น ก็ปราดเข้าไปกราบพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่หน้าอก เพื่อที่จะได้ถวายรายงาน พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็เอามือตบศีรษะด้วยความเมตตา "เออ..มาแล้วหรือไอ้ดำ ?" ปรากฏว่าหลวงพี่มหาดำลงไปกราบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านก็บอกว่า "เดี๋ยวรอเอาไว้ก่อนเพลนะ" แล้วท่านก็เดินขึ้นตึกไปทำงาน

    พวกกระผม/อาตมภาพก็ชื่นชมว่า "พี่กูเคารพพ่อเหลือเกิน กราบที่อกแล้วยังลงไปกราบที่เท้าอีก" ปรากฏว่าหลวงพี่มหาดำคลำศีรษะตนเอง โงเงลุกขึ้นมา บ่นว่า "เกือบสลบ...!" พวกกระผม/อาตมาพก็ตกใจ ถามว่า "เกิดอะไรขึ้นครับ ?" หลวงพี่มหาดำบอกว่า "ป๋ามือหนักอย่างกับตะลุมพุก ขนาดตบลงมาเล่น ๆ ยังรู้สึกเหมือนกับโดนฟาดด้วยไม้คมแฝก ร่วงทั้งยืนเลย..!"
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    8,608
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,302
    ค่าพลัง:
    +18,867
    อีกงานหนึ่งที่กระผม/อาตมภาพได้พบได้เห็นด้วยตนเองก็คือ วันนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้น อาจจะเป็นเพราะว่าได้ยา ได้น้ำเกลือไป ท่านจึงลองออกกำลังกายตามที่หมอสั่ง ซึ่งมีผู้นำเอาเครื่องออกกำลังกายในลักษณะคล้าย ๆ จักรยานพร้อมกับกรรเชียงเรือ พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าหากว่าถีบจักรยานแล้วกรรเชียงเรือไปด้วย โยกขึ้นหน้า ถอยหลัง ก็จะได้ออกกำลังทั้งร่างกาย โดยที่จุดโยกนั้นจะมีสปริงขนาดใหญ่ประมาณแขนผู้ใหญ่อยู่ด้านละ ๑ ตัว

    พระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกว่า "เออ..วันนี้รู้สึกร่างกายดีว่ะ เล็ก..แกยกเครื่องออกกำลังมาหน่อยสิ" กระผม/อาตมภาพก็ยกเครื่องออกกำลังที่วางพิงไว้ข้างฝาเอาไว้มาติดตั้งถวาย เมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านนั่งลง สอดเท้าเข้าที่ เอามือจับตรงเครื่องสำหรับกรรเชียง เพียงแค่ท่านดึงโยก ๒ - ๓ ทีเท่านั้น เสียงสปริงตัวใหญ่ขาดผางเลยทีเดียว..! แล้วท่านก็บ่นว่า "ทุด...เครื่องห่วย ๆ แบบนี้ก็เอามาขายกันได้..!" กระผม/อาตมภาพก็ได้แต่มองตาค้าง..!

    กระผม/อาตมภาพมารู้ทีหลังว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็น "กำลังบุญ" กำลังบุญทั้งหลายเหล่านี้ในพระไตรปิฎกไม่มีบอกไว้ชัด แต่บอกเอาไว้ว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความแข็งแรงเท่ากับช้างหนึ่งแสนเชือก พระอานนท์ก็ดี นางบุญทาสีก็ดี นางวิสาขามหาอุบาสิกาก็ดี มีความแข็งแรงเทียบเท่ากับช้าง ๗ เชือก


    กระผม/อาตมภาพก็แปลกใจว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเจ็บไข้ได้ป่วยชนิดที่แทบจะพยุงสังขารไม่ไหว แล้วทำไมถึงยังแข็งแรงขนาดนั้น ? ท่านได้เมตตาอธิบายว่า "รถ ๑๐ ล้อต่อให้วิ่งไม่เต็มสูบ แต่ถ้าชนกับ ๓ ล้อ จะเกิดอะไรขึ้น ?" กระผม/อาตมภาพถึงได้เข้าใจว่า อยู่ในลักษณะที่ว่า ถึงช้างจะไม่แข็งแรง แต่ถ้าเหยียบมด มดก็คงจะไม่เหลือซากเช่นกัน..!

    ดังนั้น...บุคคลที่เกิดมามาก สร้างบารมีมามาก ถ้าหากว่าจะต้องมาเป็นผู้นำคน โดยเฉพาะผู้นำในสมัยเก่า ที่ต้องออกศึกออกสงครามอยู่เสมอ ถ้าไม่แข็งแรงกว่าคนอื่น ก็ไม่สามารถที่จะเป็นผู้นำเขาได้


    เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ต้องบอกว่าเป็นเรื่องของวาระบุญ วาระกรรม เป็นเรื่องปกติธรรมชาติ พูดง่าย ๆ ว่าถ้าอยากได้แบบนี้ ก็เกิดให้มากอีกสักหน่อย แต่ถ้าหากว่าเข็ดแล้ว ทุกข์พอแล้ว ก็ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตนเพื่อความเป็นพระอริยเจ้า เราทั้งหลายจะได้ล่วงพ้นจากกองทุกข์ ล่วงพ้นจากสังขารที่เต็มไปด้วยความเจ็บไข้ได้ป่วยเช่นนี้ แล้วก็เข้าสู่พระนิพพานอันเป็นแดนเกษม พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดทั้งปวง


    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันเสาร์ที่ ๒๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...