บทสร้างนิสัย บทที่ ๒

ในห้อง 'ทวีป อเมริกา' ตั้งกระทู้โดย Wat Pa Gothenburg, 1 ธันวาคม 2008.

  1. Wat Pa Gothenburg

    Wat Pa Gothenburg เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    920
    ค่าพลัง:
    +260
    <table border="0" cellpadding="7" cellspacing="7" width="500"><tbody><tr><td colspan="3" align="center">[​IMG]</td> </tr> <tr> <td colspan="3" align="center">[SIZE=+2]สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ( พิมพ์ ธมฺมธโร)[/SIZE]</td> </tr> <tr> <td colspan="3" align="center">[SIZE=+1]วัดพระศรีมหาธาตุ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร[/SIZE]</td> </tr> </tbody></table>

    <center> บทสร้างนิสัย </center>
    <center> บทที่ ๒ </center>

    นิสัยมีระเบียบ กฎบัตรที่ประกอบถูกฐาน แต่งส่วนภายในตัวคน และส่วนภายนอกให้เรียบร้อย จัดลำดับให้ถูกส่วนสัดพอเหมาะพอดี ไม่สับสนอลหม่าน และไม่ลักลั่น หรือเหลื่อมล้ำต่ำสูงแห่งส่วนนั้นๆ ให้แลดูสวยงามเย็นตาชื่นใจสังคมนิยมถูกวัฒนธรรมชอบแก่ศีลธรรม นี่คือ ระเบียบ
    กฎบัตรที่ประกอบผิดฐาน หาเรียกว่าระเบียบไม่ แก้วมณีประดับเสียเบื้องเท้า เอากระจกประดับไว้บนเศียร ปิ่นปักผมเอาลงมาแต่งเท้า เอากำไลเท้าขึ้นไปประดับไว้บนเศียร หรือแก้วมณีมีค่าควรสถิตในเรือนทองแต่เอาไปฝังไว้เสียในดีบุก เชิดกระจกขึ้นประดับมงกุฎ ลดแก้วมณีลงประดับเท้า นี่เรียกว่าเสียระเบียบ หาความงามบ่มิได้ ที่จริงความมีระเบียบประดับคนให้เป็นอารยชน แต่ความไม่มีระเบียบยันคนลงเป็นอนารยชน
    แม้กฎบัตรที่ประกอบผิดกาละ ก็ไม่เรียกว่ามีระเบียบเหมือนกัน คนแก่คนเฒ่าแต่งตัวอย่างหนุ่มสาวจะถูกว่าดัดจริตแต่ง คนงุ่มง่ามสกปรกจะแต่งสักเท่าไร ย่อมไม่วายจะเร่อร่า คนเซอะซะเซ่อซ่าจะแต่งอย่างไรเป็นไม่วิเศษ คนร่างกายน่าทุเรศเป็นหูหนาตาเร่อขี้เรื้อนกุดถัง ไปแต่งเข้าจะถูกเขาว่าแต่งผี คนผู้ริแต่งไม่เข้าที เขาย่อมว่าแต่งเคอะ คนนัยน์ตาบอดใช้แว่นตา แม้ไม่เพื่อเห็นแต่ก็เพื่อเก๋ เขาก็ว่าตาบอดได้แว่น คนนิ้วด้วนสอดสรวมด้วยแหวนเพชร เขาเรียกว่านิ้วด้วนได้แหวน ผู้ไม่รู้คุณค่าของดี มีผู้เอาเพชรนิลจินดาไปให้แต่ง เขาว่านี่ยื่นแก้วให้วานร คนเย่อหยิ่งจองหอง ขี้ตื่นขี้เห่อ หากจะได้เครื่องทองมาตกแต่ง ก็เป็นกิ้งก่าได้ทอง คนที่ไร้คุณความดีไม่มีศีลไม่มีสัตย์ มีแต่เหลวแหลกกับลิงโลด มีผู้เอามงกุฎไปสรวมให้นั่นก็คือสรวมชฎาให้วานร จะตกแต่งสักเท่าไร คงเป็นพัฒนาวานรละครลิงอยู่นั่นเอง
    ความไม่มีระเบียบเป็นมูลเหตุให้เกิดความยุ่ง เป็นยุ่งยิ่งบ้าง ยุ่งเหยิงบ้าง ยุ่งยากบ้าง ยุ่งใจบ้าง คนมีระเบียบย่อมขจัดความยุ่งนั้นด้วยความมีระเบียบ จะทำอะไรย่อมทำตามระเบียบ ไม่ละเมิดระเบียบ ทำงานตามหน้าที่ของตน ไม่ละเว้น ไม่เพิกเฉย ไม่ดูดาย ไม่ก้าวก่ายการงานของกันและกัน
    แม้การภายในบ้าน เช่น การกิน การนอน การแต่งกาย การต้อนรับแขก หรือเมื่อออกนอกบ้านไปเดินถนน เดินบนทางเท้า เข้าดูมหรสพ ขึ้นรถลงรถ ขับรถ และเข้าไปยังสถานที่ต่างๆก็ล้วนแต่มีระเบียบทั้งนั้น เมื่อเราแต่ละคนยึดถือระเบียบเป็นบรรทัดฐาน และแต่ละคนต่างทำงานตรงตามหน้าที่ของตนแล้ว ความยุ่งทั้งหลายจะเกิดมีได้แต่ที่ไหน
    อันความยุ่งนุงนังดังว่าขาน ยุ่งลนลานเพราะโลภละโมบหลาย
    ยุ่งใจคิดริษยานัยน์ตาลาย ยุ่งสอดส่ายหากินไร้ศีลธรรม
    ยุ่งจุกจิกในตัวมัวพะวง ยุ่งลุ่มหลงไม่อายในฝ่ายต่ำ
    ยุ่งเหยิงไม่รอบคอบประกอบกรรม อย่ามุ่งทำยุ่งยิ่งเหมือนลิงเอย
    ส่วนภายในตัวคนและส่วนภายนอก ที่นับว่าสวยงามเพราะมีระเบียบ ถ้าไม่มีระเบียบแล้ว ก็หมดความสวยงามไร้ค่าสิ้นความนิยม เพราะความมีระเบียบเป็นบ่อเกิดแห่งความสวยงาม เมื่ออยากเห็นความสวยงามต้องดูที่ความมีระเบียบ ดูหน้าคนเถิด ที่ว่าสวยงามเพราะมีระเบียบที่ใบหน้า คือมีหูตาคิ้วปากจมูกและคาง ซึ่งแต่ละอย่างย่อมสมส่วนกัน ไม่พิกลพิการ หรือวิปริตผิดธรรมดา เป็นอันว่าความมีระเบียบอยู่ในที่ใด เราจะเห็นความสวยงามอยู่ในที่นั้น หรือความสวยงามมีอยู่ในที่ใด ก็แสดงว่าความมีระเบียบอยู่ในที่นั้นด้วย ระเบียบโดยประเภทมีอยู่ ๒ อย่าง คือ ระเบียบภายนอก กับระเบียบภายใน

    <center> ระเบียบภายนอก </center> การแต่งบ้านเมืองให้สะอาด ปราศจากสิ่งโสโครกสกปรกโสมม ทั้งในบ้านนอกบ้าน และสถานที่ต่างๆถนนหนทาง แม่น้ำลำคลอง เรือกสวนไร่นา เครื่องมือเครื่องใช้ ผ้านุ่งห่มตลอดถึงอาหารการกิน นี่จัดเป็นระเบียบภายนอก เช่น
    ๑. ระเบียบการบริโภค หมายเอาการกินอาหารที่ถูกหลักอนามัยและสุขวิทยา พร้อมทั้งมีมารยาทเรียบร้อย ซึ่งเป็นที่นิยมของสังคมผู้ดี ในพระวินัยเฉพาะเสขิยวัตรโดยมากเป็นสังคมจรรยา เช่น เพื่อป้องกันเชื้อโรคอันอาจติดต่อกันได้ หรือเพื่อป้องกันความมูมมาม อันเป็นเหตุรังเกียจของเพื่อนร่วมวง จึงห้ามกินร่วมภาชนะเดียวกัน และเพื่อรักษากิริยามารยาทให้ดีงาม จึงห้ามแสดงกิริยาที่ไม่ควรในการร่วมวง พึงสำเหนียกระเบียบการบริโภคดังนี้
    ๑.๑ รักษาอาหารให้สะอาด ระวังไม่ให้สกปรก จัดให้เป็นระเบียบ กินอาหารที่สะอาดไม่บูดแฉะ ไม่กินด้วยอาการมูมมาม หม้อหุงต้มช้อนส้อมและภาชนะใส่อาหาร เช่น หม้ออวยใส่ข้าวจานชามและถ้วย ขัดสีให้สะอาด ซักฟอกผ้าเช็ดปากเช็ดมือให้สะอาดหมดจด
    ๑.๒ ที่กินอาหารเป็นที่สำคัญ ให้โปร่งมีลมพัดเข้าออก ให้อากาศภายนอกโกรกเข้ามาถ่ายอากาศข้างใน ล้างความอับชื้นได้สะดวก ไม่กินอาหารในที่อบอ้าว ซึ่งอากาศร้อนถ่ายเข้าออกไม่ได้ หรือในที่ทึบและแฉะชื้น ซึ่งผิดหลักอนามัย
    ๑.๓ ไม่กินอาหารในสถานที่ไม่สมควร เช่น ไม่ไปนั่งหรือยืนกินอาหารตามถนนหนทางเช่นก๋วยเตี๋ยวบะหมี่ ข้างแกงและของอื่นๆ หรือยืนกัดอาหารกิน เดินถือท่อนอ้อยกัดเคี้ยวไปตามทาง ซึ่งส่อว่าเป็นคนไม่มีสมบัติผู้ดี ให้ระคายเคืองนัยน์ตาของผู้ดีเมื่อได้พบเห็น
    ๑.๔ น้ำดื่มให้ใช้น้ำใสบริสุทธิ์สะอาด ถ้าไม่ใช้น้ำประปา ได้น้ำฝนก็ยิ่งดี หากไม่มีน้ำประปาหรือน้ำฝน แม้น้ำท่าที่ใสสะอาดปราศจากกลิ่นก็ใช้ได้
    ๑.๕ การร่วมวงกินอาหารด้วยกันหลายคน ถ้าใช้ข้อนส้อมให้มีช้อนกลางไว้ตักของน้ำเพราะเมื่อนำช้อนตักอาหารเข้าปาก ที่เปื้อนน้ำลายนั้นไปตักของน้ำอีก ให้เป็นที่รังเกียจของเพื่อนร่วมวง และเป็นการแพร่เชื้อโรคแก่กันและกัน ซึ่งผิดหลักอนามัยและสุขวิทยา
    ๑.๖ ช้อนกลางตักของน้ำ และจานชามหรือถ้วยแบ่งอาหาร จัดไว้ให้พอใช้ทั่วถึงกัน จะได้ไม่ต้องยื่นไปตักให้บ่อยนัก และไม่ต้องยกจานชามหรือถ้วยแลกเปลี่ยนกันให้เสียเวลา
    ๑.๗ ช้อนที่ตักอาหารเข้าปาก จะใช้ตักอาหารแห้ง เช่น หมี่ผัดหรือของอื่นอีกก็ได้บ้างดูแต่ที่ควร แม้ของหวานชนิดน้ำและแห้งก็ปฏิบัติเช่นกันกับของคาว
    ๑.๘ เมื่อไม่มีช้อนส้อม ต้องกินอาหารด้วยมือที่เรียกว่าเปิบ จงแบ่งอาหารใส่จานหรือชามแบ่งของตน และล้างมือให้สะอาดเสียก่อนจึงกิน
    ๑.๙ ขณะกินอาหาร พึงรักษากิริยามารยาท พูดจาปราศรัยและนุ่งห่มให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ถ่มถุยน้ำลาย ขากเสลด ไม่ทำน้ำกระเซ็นเปียกเปื้อนผู้อื่น ไม่เห็นแก่ปากแก่ท้อง รู้จักประมาณในการกินอาหาร สังเกตเพื่อนร่วมวงผู้มีระเบียบ จะไม่ถูกติภายหลัง
    ๑.๑๐ อย่าอ้าปากไว้ท่าเมื่อคำข้าวยังไม่ถึงปาก อย่าสอดนิ้วมือเข้าปากขณะกินอยู่ อย่าพูดเมื่อข้าวยังอยู่ในปาก อย่าโยนคำข้าวเข้าปาก อย่ากินกัดคำข้าว อย่ากินทำกะพุ้งแก้มให้ตุ่ย อย่ากินพลางสะบัดมือพลาง อย่ากินดังจับๆ อย่ากินดังซูดๆ อย่ากินเลียมือ อย่ากินเลียริมฝีปาก อย่าเอามือเปื้อนจับภาชนะน้ำ
    ๑.๑๑ ขณะร่วมวงกินอาหาร พึงรักษาร่างกายให้สะอาด เช่น ผิวหนังเล็บฟันอย่าให้สกปรกโสมม ผ้านุ่งห่มอย่าให้เหม็นสาบ ควรประพฤติตนให้สมแก่ภาวะ ไม่เย่อหยิ่งเห่อห่ามไม่ยกตนข่มท่าน ไม่ดูหมิ่นถิ่นแคลนคนอื่น
    ๑.๑๒ กิริยาจิ้มควักล้วงแคะแกะเการ่างกาย ข้ามกรายอาจเอื้อมล่วงเกินถูกต้องผู้คน เสียดสีกระทบกระทั่งร่างกายเขา ลุกเดินเหินพรวดพราด ส่งของเสือกไสผลักโยน แสดงกิริยาตึงตังหาวเรอจาม เสียงดังโดยไม่ป้องกำบัง บ้วนชากเสียงดังเหล่านี้ เป็นกิริยาน่ารังเกียจ ทำให้เพื่อนร่วมวงรำคาญ พึงเว้นเสียในขณะร่วมวงกินอาหาร
    ๑.๑๓ ระมัดระวังอาการไม่สุภาพ เช่น เสียงช้อมส้อมและจานชาม อย่าให้กระทบกันดังกิ๊งกั๊งฉังเฉงเปรื่องปร่าง และอย่าพูดจาคุยกันอึกทึก ส่งเสียงเอ็ดอ้าวเกินพอดี อย่าทัดหรือคาบบุหรี่คาบกล้อง และสูบให้ไปรมผู้อื่น
    ๑.๑๔ ขณะกินอาหาร ควรเคารพเอื้อเฟื้อต่อกัน ด้วยกิริยาวาจาสุภาพ แขกควรยำเกรงเจ้าถิ่น และผู้ใหญ่ผู้มีอายุสูงกว่า หรือมีฐานะดีกว่า ไม่ละลาบละล้วงล่วงเกิน แม้เจ้าถิ่นก็ต้องเคารพแขกผู้มาร่วมวงเช่นเดียวกัน
    ๒. ระเบียบการอุปโภค หมายเอาการรักษาร่างกาย ผ้านุ่งห่ม และที่อยู่อาศัยตลอดถึงเครื่องใช้ให้สะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย เราย่อมชอบสะอาดชอบเรียบร้อย และเกลียดสกปรกโสมมด้วยกันทุกคน แต่ละคนก็ดีใจยิ่งนัก เมื่อมีคนชมว่าเราเป็นคนสะอาด เป็นคนเรียบร้อย และแต่ละคนจะเสียใจมากถ้าถูกติว่า เราเป็นคนสกปรกโสมม ดังนั้นเราจึงควรถือความสะอาดเรียบร้อยเป็นระเบียบสังคม ดังต่อไปนี้
    ๒.๑ รักษาร่างกายให้สะอาด ด้วยหมั่นอาบน้ำให้หมดจดผ่องใส เพื่อให้ร่างกายได้ความสบายสละสลวย ไม่ปล่อยให้เหงื่อแห้งเป็นไคลอุดตามขุมขนจับตามผิวหนัง หรืออุดทางที่เหงื่อจะไหลออกและอากาศจะเข้า แม้ภายในปากก็ควรรักษาฟันเหงือกลิ้นให้สะอาด ใช้น้ำบ้วนและแปลงถูทุกวัน พึงสังเกตคนเกียจคร้านมักปล่อยผิวหนังมึนตึงร่างกายกะปลกกะเปลี้ย ไม่กระปรี้กระเปร่า ใช่แต่เท่านั้น แม้จิตใจของเขาก็เกิดรำคาญ กระวนกระวายอึดอัดไม่ปรุโปร่ง และเป็นทางมาแห่งโรคผิวหนังได้ง่าย เช่น โรคผื่นคัน หิต ขี้กลากเกลื้อน พุพอง คุดทะราด หรือขี้เรื้อนเป็นที่สุด
    ๒.๒ รักษาผ้านุ่งห่มให้สะอาด ด้วยหมั่นซักฟอกเสื้อผ้านุ่งห่ม ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนมุ้งและตากผึ่งที่นอนหมอนมุ้งหรือเครื่องปูลาด อย่าหมักไว้ให้ขึ้นราและเหม็นสาบ เก็บไว้เป็นที่เป็นทางให้เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเฉพาะเครื่องนุ่งห่มต้องอย่าให้เหม็นสาบ จะเป็นที่รำคาญจมูกของคนอื่นเมื่อเราเข้าใกล้เขา แต่คนไม่มีระเบียบเป็นคนสกปรกมักปล่อยให้ฝุ่นละอองจับผ้านุ่งห่มมุ้งม่านดำ หมด ผ้าปูที่นอนหมอนมีไคลตัวและคราบจับดำหนาเประ ซึ่งน่าเกลียดเสียนี่กระไร
    ๒.๓ รักษาที่อยู่อาศัยให้สะอาด ด้วยหมั่นชำระล้าง เช็ดถู และกวาดเหย้าเรือนบ้านช่อง ไม่ปล่อยให้สกปรกเรื้อเป็นรังหนู ควรทำให้โปร่ง ให้แห้ง อย่าให้ทึบ และแฉะชื้น ในฤดูฝนถ้ามีน้ำขัง พึงทำท่อทำทางไขน้ำออกเสีย อย่าเทของโสโครกให้เกลื่อนกลาดและหมักหมม พึงเทเป็นที่เป็นทางในที่ห่างอาคารบ้านเรือน คนสกปรกไม่มีระเบียบมักปล่อยให้บ้านช่องเต็มไปด้วยฝุ่นละออง ไม่เช็ดกวาดปัดถู หยากไย่ใยแมลงมุมมีเต็มอยู่ทุกมุม ห้องน้ำเต็มไปด้วยคราบตะไคร่น้ำ ในครัวเหม็นกะปิน้ำปลาคลุ้งไปหมด ถ้วยชามและขันน้ำเป็นมัน เหม็นคาว จับต้องไม่สนิทมือ ดวงไฟฟ้าหรือหลอดตะเกียงฝุ่นจับหนาไม่เช็ดเลย
    ๒.๔ จัดอาคารบ้านเรือนให้โปร่ง โดยให้มีช่องอากาศเดินได้ สถานที่ทึบจงเปิดหน้าต่างและประตูให้อากาศภายนอกโกรกเข้ามาถ่ายอากาศข้างใน เพื่อให้สิ่งของเครื่องใช้ข้างในได้รับอากาศบริสุทธิ์ ล้างความอับชื้นเสียได้ อย่าอยู่ในที่อบอ้าว ซึ่งอากาศร้อนถ่ายเข้าออกไม่ได้สะดวก และอย่าอยู่นานในที่มีคนล้นหลาม เช่น ในห้องเต้นรำ โรงหนัง โรงละคร เมื่อเราอยู่ในที่ทึบอุดอู้และอบอ้าวเช่นนั้น หรือมิหนำซ้ำปิดหน้าต่างงับประตู ทิ้งขยะมูลฝอยให้เกรอะกรังอยู่ใต้ถุน ให้หมักหมมอบอวลส่งกลิ่นไออันแสลง ลอยขึ้นมาตามช่องพื้นได้ด้วย ก็ชื่อว่าสร้างยาพิษให้ตนเองเสพเอง เพราะอากาศที่เสียนั้น คือยาพิษอย่างอ่อน ซึ่งคอยทำลายชีวิตอยู่ทีละเล็กละน้อยจนหมดไปเอง อย่าบ่นว่าในเรื่องรกรุงรังตามบ้านของเพื่อนบ้าน ในเมื่อบันไดหน้าบ้านของท่านยังสกปรกรกรุงรังอยู่ แก้ไขตัวเองให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงแก้ไขและวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น มิฉะนั้นจะเข้าทำนองที่ว่า ขี้เกียจช่างริ ขี้ติไม่รู้จักทำ
    ๓. ระเบียบสถานที่ ระเบียบสวยงามเป็นเครื่องส่องถึงความเจริญ ความไม่มีระเบียบเป็นเครื่องส่องถึงความเสื่อมโทรม บ้านเมืองที่เขาว่าล้าหลังเพราะไม่มีระเบียบ ส่วนบ้านเมืองที่เขายกย่องว่ามีความเจริญก้าวหน้า ก็เพราะสิ่งทั้งปวงในบ้านเมืองนั้น เพรียบพร้อมด้วยระเบียบ ดังจะจำแนกให้พอเป็นตัวอย่าง เช่น
    ๓.๑ สำนักงานว่าการ ที่ท่านก่อสร้างไว้เป็นแบบงดงามในทางศิลปะ ถ้าผู้อยู่อาศัยถือเป็นเจ้าของมีระเบียบในการจัดเครื่องใช้ให้เป็นระเบียบ เรียบร้อย รู้จักจัดให้งดงามสง่าผ่าเผยและสะอาดสะอ้านแล้วก็เป็นที่เจริญตาเจริญใจ แสดงให้เห็นความเจริญของผู้อยู่อาศัย ทั้งในส่วนความฉลาดและในส่วนความเป็นเจ้าระเบียบ ถ้าผู้อยู่อาศัยไม่มีระเบียบแล้วก็แสดงให้เห็นความไม่เรียบร้อย ซึ่งตกไปอยู่ข้างฝ่ายเสื่อมโทรม
    ในสำนักงานว่าการทุกแห่ง ย่อมมีเครื่องใช้ของใช้ให้เพียงพอแก่ความสะดวก ถึงกับมีชักโครกให้ใช้แห่งละหลายห้อง แต่ห้องไหนเป็นสาธารณะมักไม่วายจะสกปรก บางทีถึงกับขัดข้องเพราะใช้ชักโครกไม่เป็นบ้าง ไม่ช่วยกันระวังบ้าง โดยที่สุดแก้วทับกระดาษที่ถูกคนมักง่ายเอาไปใช้เป็นค้อนตอกตาปูก็มี สำนักงานบางแห่งปล่อยให้ต้นไม้ขึ้นหลังคา ปัสสาวะกันไม่เป็นที่ แม้ที่ซึ่งมีห้องปัสสาวะ ก็ปัสสาวะไม่ลงที่ ต้องเรี่ยราดส่งกลิ่นเหม็นฟุ้งไปทั่ว แต่อุตส่าห์พากันทนนั่งทำงานอยู่ได้ ดังนั้นความมีระเบียบและไม่มีระเบียบจึงเป็นเครื่องวัดความเจริญและความ เสื่อมอย่างสำคัญ ทุกคนควรใส่ใจในระเบียบ ไม่ควรดูหมิ่นว่าไม่สำคัญ
    ๓.๒ วัดวาอาราม เป็นสถานที่บำเพ็ญศาสนกิจ มีโบสถ์วิหารการเปรียญสถูปเจดีย์และกุฏิที่ท่านสร้างไว้เป็นแบบศิลปะอันสง่า งาม ไม่ว่าในดินแดนใดที่พระพุทธศาสนาแผ่ไปถึง ศิลปะแบบพุทธได้ไปประดิษฐานอยู่อย่างตระหง่าน ผู้ได้ทัศนาไม่ว่าชาติใดภาษาใดย่อมยกย่องชมเชยด้วยกันทุกคนไม่เลือกหน้า
    แต่บางวัดปล่อยให้ลานวัดรก นานๆจะมีปัดกวาดสักครั้งหนึ่ง ที่บูชาพระในโบสถ์วิหารการเปรียญและกุฏิเต็มไปด้วยฝุ่นละอองและสิ่งประดับ ที่รกรุงรัง ไม่เป็นที่โน้มน้าวใจให้เกิดศรัทธาปสาทะ หรือในกุฏิบางหลังยังเขียนช่วยความจำไว้ข้างฝาพราวไปหมด ฝาเวจกุฏิทั้งด้านนอกด้านในกลายเป็นที่ประกวดลายมือ ซึ่งมีข้อความเป็นสุภาษิตบ้างทุภาษิตบ้าง ยิ่งกว่านั้นที่ผนังโบสถ์วิหารและกำแพงแก้วยังมีรอยขีดเขียนสารพัดอย่าง บางแห่งเชิงกำแพงวัดหรือโคนต้นไม้ใหญ่ในวัดใช้เป็นที่บำบัดทุกข์เบา ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปหมดทำให้ผู้คนผ่านไปมาต้องละอายไปเอง ถ้าเป็นปูชนียสถานซึ่งยิ่งลับตาคนอยู่ด้วย ก็ใช้เป็นที่บำบัดทุกข์หนักเสียทีเดียว โบราณตำหนิไว้ว่า
    เชี่ยนหมากขันโต๊ะพานไม่ขัดสี สนิมมีมัวหมองเหมือนของฝัง
    ที่หลับนอนหมอนมุ้งพะรุงพะรัง เรือนรกดังโรงไม้เมื่อใช้งาน
    จะดูไหนก็เลอะออกเปรอะเปื้อน ในห้องเรือนรุงรังดังว่าถาน
    ของสูงปนของต่ำน่ารำคาญ ช่างเกียจคร้านไม่ดูผู้ดีเอย
    เมื่อผู้อยู่อาศัยปฏิบัติรักษาวัดวาอาราม เริ่มต้นแต่ลานวัดขึ้นไป ตลอดถึงโบสถ์วิหารการเปรียญสถูปเจดีย์และกุฏิให้เป็นรมณียสถานสะอาดสะอ้าน และมีระเบียบเรียบร้อยน่ารื่นรมย์ย่อมจูงใจผู้ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส สนับสนุนผู้เลื่อมใสแล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้น
    ๓.๓ สาธารณสถาน เช่นถนนหนทาง แม่น้ำลำคลอง เขาดินวนา สวนลุมพินี โรงมหรสพรถไฟ รถโดยสาร หรือที่อื่นอีก โดยเฉพาะถนนหนทางซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นได้ง่าย และวัดความเจริญหรือความเสื่อมได้ดีที่สุด เพราะเมื่อชาวต่างประเทศเข้ามา ต้องเห็นถนนหนทางก่อน พอย่างขึ้นบนถนนก็อ่านนิสัยเจ้าถิ่นออกแล้วว่าเป็นอย่างไร ถ้าถนนหนทางสะอาดเรียบร้อย ก็ส่อให้เห็นนิสัยเจ้าถิ่นว่าเป็นคนเจ้าระเบียบ รู้จักรักษาของกลางที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน
    ถ้าถนนหนทางสกปรกด้วยน้ำหมากน้ำลาย หรือหยากเยื่อเช่น เม็ดแตงโม ชานอ้อย ก้นบุหรี่เปลือกกล้วย น้ำล้างชาม ถ่ายอุจจาระปัสสาวะไว้ข้างถนนเรี่ยราดเลอะเทอะ ขีดเขียนตามกำแพงฝาผนังและสะพาน ก็ประจานนิสัยเลวของเจ้าถิ่นให้เขาเห็นว่า เป็นคนมักง่ายสกปรกไม่มีระเบียบ ทำอะไรเอาแต่ได้เข้าว่าไม่ช่วยกันรักษาของกลางที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน
    เมื่อเขาเห็นนิสัยเลวเกี่ยวกับถนนหนทางแล้ว อาจมองเห็นความบกพร่องไม่มีระเบียบในส่วนอื่นได้อีก ดังนั้นสาธารณสถานมีถนนหนทางเป็นต้น จึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องช่วยกันรักษาความมีระเบียบเรียบร้อย แม้จะไม่ช่วยกันทำความสะอาด ก็อย่าทำความสกปรกแก่สาธารณสถาน ทั้งนี้เพื่อไม่ประจานนิสัยสกปรกมักง่ายให้เขาเห็น และเพื่อไม่ทำให้เพื่อนร่วมชาติต้องพลอยขายหน้าไปด้วย
    ๔. ระเบียบการปกครอง หมายถึงหน่วยปกครองส่วนย่อย เช่นครอบครัวหนึ่งๆ ถ้ามีระเบียบวินัยปกครองสม่ำเสมอทั่วถึงกัน ก็จะช่วยให้ส่วนใหญ่ คือประเทศชาติเจริญก้าวหน้าพร้อมเพรียงกัน ถ้าส่วนย่อยแต่ละส่วนขาดระเบียบวินัยแล้ว ส่วนใหญ่ก็ยากที่จะเจริญก้าวหน้า เพราะการปกครองที่ดีต้องอาศัยจรรยาคลองของจรรยานั้นอยู่ที่ระเบียบของบ้าน แม้ระเบียบของบ้านก็ต้องอาศัยพ่อบ้านแม่บ้าน การกล่อมเกลาจรรยาและจัดระเบียบบ้าน ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ล้วนแต่ออกจากพ่อบ้านแม่บ้านทั้งสิ้น
    ดังนั้น การปกครองจึงเพ่งเล็งจัดระเบียบควบคุมหน่วยเล็กๆ ให้เรียบร้อยโดยทั่วถึงกัน หัวหน้าหน่วยมีพ่อบ้านแม่บ้านเป็นตัวการสำคัญที่จะช่วยให้เจริญหรือเสื่อม เมื่อมีหัวหน้าหน่วยเป็นคนเจ้าระเบียบ เอาใจใส่กวดขันปรับปรุงระเบียบให้มีมาตรฐานควรแก่ความนิยมนับถือ และถือปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างด้วยตนเอง ก็จะช่วยส่งเสริมให้เจริญก้าวหน้า แต่ถ้าหัวหน้าหน่วยเป็นคนไม่มีระเบียบเห็นแก่ตัวและประพฤติเลวทราม ก็จะถ่วงให้สังคมส่วนใหญ่ขาดระเบียบและเสื่อมโทรมลง
    ระเบียบการปกครองภายในครอบครัวนั้น หากจะได้จัดทำให้เป็นกฎบัตรสำหรับใช้กันทั่วไป ประเทศเราก็น่าจะเจริญก้าวหน้า พึงทราบว่า ประเทศจะก้าวหน้าเป็นอารยประเทศ เพราะพลเมืองในประเทศเป็นอารยชน และความเป็นอารยชนอยู่ที่ความเป็นระเบียบ ส่วนประเทศที่ล้าหลังเป็นอนารยประเทศ ก็เพราะพลเมืองในประเทศเป็นคนล้าหลัง หรือย่ำเท้ายังไม่ก้าวเดินคงอยู่ในสภาพอนารยะ แม้ความเป็นอนารยะก็อยู่ที่ความไม่มีระเบียบนั่นเอง
    ระเบียบเหมือนด้ายร้อยดอกไม้ พีงเห็นดอกไม้ต่างพันธุ์ที่เก็บคละกันมาในภาชนะ แม้บางดอกจะมีสีสัณฐานงามและกลิ่นหอม แต่เพราะโทษที่คละกัน ก็เป็นของไม่น่าดู ไม่น่าชม ต่อเมื่อช่างผู้ฉลาดจัดดอกไม้เหล่านั้นให้เข้าระเบียบ ควบคุมไว้ด้วยด้ายไม่ให้กระจัดกระจายย่อมเป็นของน่าดูน่าชม อย่าว่าแต่ดอกไม้ที่งามเลย แม้ดอกไม้ที่ไม่งามก็ยังพลอยเป็นของดูได้ ระเบียบนั่นเองทำให้เป็นของงาม ดังนั้นผู้นำครอบครัวจึงควรใส่ใจในเรื่องระเบียบ จัดระเบียบการงานภายในครอบครัวทุกอย่าง ตั้งเป็นวินัยสำหรับถือปฏิบัติทั่วกัน เพราะการจัดระเบียบภายในครอบครัว เป็นหน้าที่ของผู้นำโดยตรง แม้จะเป็นของทำยาก แต่เพื่อความเป็นอารยะก็จำจะช่วยกันทำ ไม่ควรนิ่งนอนใจ มิฉะนั้นจะพากันล้าหลัง ซึ่งเป็นการถอยหลังเข้าอู่แห่งความเสื่อมใหญ่

    <center> ระเบียบภายใน </center> การแต่งท่วงทีกิริยาวาจาและใจให้หมดจดงดงามด้วยการเว้นชั่ว ประพฤติชอบ อย่างน้อยให้ไม่มีชนิดที่เรียกว่าลามกสกปรกโสมม นี่คือระเบียบภายใน อันการเว้นชั่วประพฤติชอบนั้น ย่อมอยู่ที่เว้นชั่วให้เข้าไปถึงใจ จนใจสมัครยินยอมเว้น เป็นนิสัยเว้นชั่ว แม้ประพฤติชอบก็ประพฤติให้เข้าไปถึงใจ จนใจนิยมยินดีประพฤติเป็นนิสัยประพฤติชอบ จึงจะเป็นระบอบแต่งท่วงทีกิริยาวาจาและใจให้ดีได้ เพราะความดีของคนเราอยู่ที่ใจ
    แต่คนดีนั้นเพราะใจสูง สมัครเว้นชั่วประพฤติชอบเอง ไม่ใช่ดีเพราะใจต่ำ ซึ่งยอมอยู่ใต้บังคับของอำนาจภายนอก ถ้าทำดีเพราะถูกอำนาจภายนอกบังคับ ดีอันนั้นจะเป็นดีแต่ต่อหน้า เป็นหน้าไหว้หลังหลอก ซึ่งต่อหน้าทำดี ครั้นลับหลังกลับทำชั่ว ระเบียบภายในจำแนกโดยประเภทแห่งสิ่งที่ต้องแต่งเป็น ๔ คือ
    ๑. ระเบียบท่วงที
    ๒. ระเบียบกิริยา
    ๓. ระเบียบวาจา และ
    ๔. ระเบียบใจ
    ๑. ระเบียบท่วงที ท่าทางหรือท่าทีแห่งอวัยวะที่แสดงออกมี ยกมือยกเท้าเป็นตัวอย่าง จัดเป็นท่วงทีการวางท่วงทีเหมาะสมแก่ฐานะและภูมิรู้ของตน นี่คือระเบียบท่วงที ถ้าวางท่วงทีให้ผิดจากความเป็นจริงของตน โดยวางท่วงทีสูงเกินฐานะเกินภูมิรู้ หรือวางท่วงทีต่ำกว่าฐานะและภูมิรู้ ซึ่งเป็นการเหลื่อมล้ำต่ำสูงเสียหลักความเป็นจริงของตนเช่นนี้ ไม่เรียกว่าระเบียบท่วงที ดูเถิดคนผู้มีฐานะต่ำมีความรู้น้อย ชอบอวดอ้างฤทธาศักดานุภาพจนเกินตัว ดุจแมลงป่องอวดพิษที่หาง นี่คือคนนอกระเบียบ ตรงข้ามกับพญานาคที่มีพิษร้ายแรง แต่ไม่เย่อหยิ่งจองหองแม้ในที่ใดๆ พึงเห็นสมกับคำโคลงโลกนิติ ว่า
    นาคีมีพิษเพี้ยง สุริโย
    เลื้อยบ่ทำเดโช แช่มช้า
    พิษน้อยหยิ่งโยโส แมลงป่อง
    ชูแต่หางเองอ้า อวดอ้างฤทธี
    ระเบียบท่วงทีสำคัญที่สุด เป็นที่มาแห่งความเคารพนับถือ ความสามัคคีและสมานไมตรีแห่งกันและกัน ถ้ากะการวางท่วงทีพลาดก็อาจเกิดโทษ ทำให้สังคมต้องแตกแยกกันได้ เป็นทำนอง “เข้าที่ไหนบ่อนแตกที่นั่น” จึงควรระมัดระวังการวางท่วงทีอย่าให้เป็นการดูหมิ่นถิ่นแคลนกัน และอย่าให้เป็นการทะนงหรือตีราคาตนว่าวิเศษกว่าใครหมด ควรกำหนดไว้ในใจเสมอว่า “ไม้ล้มข้ามเถิด คนล้มอย่าเพิ่งข้าม”
    ไม้ล้มข้ามไต่ได้ โดยหมาย
    คนพลาดล้มข้ามกราย ห่อนได้
    ทำชอบชอบห่อนหาย ชอบกลับ สนองนา
    ทำผิดผิดจักให้ โทษร้ายถึงตน
    ความรู้ ความมั่งมี และอำนาจวาสนา เรียกว่าราคา ในข้อว่า “ตีราคาตนว่าวิเศษกว่าใครหมด” คนผู้ทะนงตนว่า มีความรู้ เป็นคนมั่งมี เรืองอำนาจวาสนามากหรือเหนือกว่าผู้อื่น ชอบเหยียดหยามผู้ที่ตนเห็นว่าด้อยกว่า นี่คือเหตุก่อให้เกิดความแตกร้าวขึ้นในระหว่างกัน มีเยาวชนบางคนพยายามทำท่าเบ่งเขย่งฐานะให้สูงขึ้นโดยอาการต่างๆ เช่นเป็นคนต่ำศักดิ์ทำท่าทางวางโตเป็นคนสูงศักดิ์ เป็นคนจนแต่แสดงท่าทีเป็นคนมั่งมีหลอกตัวเองและคนอื่นในกรณีที่ไม่เป็นจริง ชื่อว่าอาจเอื้อมในสิ่งที่สุดเอื้อม ผลสุดท้ายก็คือหมดหวังต้องเศร้าใจ
    ดังนั้น เมื่อเราจะวางท่วงทีให้เหมาะสมแก่ฐานะและภูมิรู้ของตน จึงควรอาศัยความรู้สึกผิดชอบ และความรู้สึกผิดชอบนั้นมีอยู่ ๔ ชนิด ตามลักษณะของคนผู้รู้สึกผิดชอบทั่วไป คือรู้สึกผิดชอบช้าแล้วสารภาพ รู้สึกผิดชอบเร็วแล้วสารภาพ รู้สึกผิดชอบช้าแล้วไม่สารภาพ รู้สึกผิดชอบเร็วแล้วไม่สารภาพ แต่ในที่นี้มุ่งให้รู้สึกผิดชอบจะช้าหรือเร็วแล้วสารภาพเป็นสำคัญ จงรักษาท่วงทีของท่านให้ดี ถ้าท่านไม่มีระเบียบท่วงที ไม่เร็วก็ช้าท่านจะถูกท่วงทีของท่านทำให้ท่านต้องอับอายขายหน้า
    อย่าเอื้อมเด็ดดอกฟ้า มาถนอม
    สูงสุดมือมักตรอม อกไข้
    เด็ดแต่ดอกพยอม ยามยาก ชมนา
    สูงก็สอยด้วยไม้ อาจเอื้อมเอาถึง
    ๒. ระเบียบกิริยา กิริยาหมายเอาอาการของร่างกายที่เคลื่อนไหวออกมา ให้ปรากฎแก่คนทั้งหลายซึ่งเป็นคู่กันกับท่วงที เมื่อมีท่วงทีแล้ว ก็มีกิริยาตามมาด้วย ดังคำกลอนบทเพลงว่า “ดอกเอ๋ย ดอกรัก รูปทรงวงพักตร์ช่างงามสม ท่วงทีกิริยาก็น่าชม ดังล่องลมลอยฟ้ามาสู่ดิน” การปรับปรุงกิริยาให้เรียบร้อย เข้าแบบฉบับเป็นกิริยางาม กิริยาดี และกิริยาอ่อนโยน นี่คือระเบียบกิริยา
    ๒.๑ กิริยางาม อยู่ที่เหมาะแก่บุคคล เหมาะแก่สถานที่ เหมาะแก่กาลสมัย และกิริยางามนี้สำคัญกว่ารูปงาม เพราะกิริยางาม แม้รูปจะขี้ริ้วขี้เหร่ ก็เหมือนทุเรียนเสี้ยนนอกแต่เนื้อในดี ยังนับว่างามนำให้คนนิยมชมชื่นชอบสมาคมคบหาเป็นมิตรสหาย แม้ที่สุดยังเป็นที่ให้เขาเมตตากรุณา ชวนให้เขาเอาใจใส่ดีกว่าคนรูปงามแต่กิริยาเลว ถ้ายิ่งมีรูปงามประกอบด้วย ก็เสมือนหนึ่งเพชรที่เจียรไนแล้ว ยิ่งชวนให้คนทุกชั้นนิยมนับถือมาก
    คนรูปงามแต่กิริยาเลวนั้น จะนับว่าเป็นคนงามยังไม่ได้ เพราะรูปงามเพียงแต่ให้เขาชมว่าสวย แต่ไม่มีใครชมว่าดี สู้คนรูปขี้ริ้วขี้เหร่ที่มีกิริยางามหาได้ไม่ ถ้ายิ่งมีรูปไม่สมประกอบด้วยแล้ว ก็ยิ่งอาภัพเพิ่มให้เขาเกลียดชังซ้ำไป เหมือนดอกไม้ที่มีสัณฐานงาม แต่ไร้กลิ่นหอม จะสู้ดอกไม้ที่มีสีสัณฐานไม่งามแต่มีกลิ่นหอมหาได้ไม่ ยิ่งมีกลิ่นเหม็นบวกเข้าด้วยก็ยิ่งซ้ำร้าย
    ๒.๒ กิริยาดี กิริยาที่อยู่ในกรอบแห่งศีลธรรม มีลักษณะสงบเสงี่ยม เรียบร้อย เจียมตัวโอบอ้อมอารี กรุณาปรานี และเอื้อเฟื้อ เมื่อแสดงออกมาปราศจากกิริยาหยาบ กิริยาแข็งกระด้าง กิริยาชั่วช้าเลวทราม และกิริยาทะลึ่งตึงตัง นี่คือกิริยาดี กิริยาดีนี้ย่อมเปิดทางให้ผู้แสดงดำเนินไปสู่ความเจริญได้สะดวกและเป็นกำลัง ช่วยต่อสู้กับความติดขัดนานาประการ ส่วนกิริยาชั่วเป็นศัตรูแก่ผู้ใช้เอง ปิดประตูกั้นหนทางของการงานให้ฝืดขัด พึงสังเกตว่า ความดีแท้ๆ ถ้าทำด้วยกิริยาชั่ว ความดีนั้นก็เสื่อมถอย
    ๒.๓ กิริยาอ่อนโยน หมายถึงกิริยาที่แสดงออกมาเป็นสัมมาคารวะ นอบน้อม อ่อนละมุนละไมต่อผู้ใหญ่ผู้เสมอกันและผู้น้อยหรือผู้มีฐานะต่ำกว่า ไม่ดื้อดันขันแข็งและเย่อหยิ่งด้วยถือทิฎฐิมานะ ซึ่งตรงข้ามกับกิริยาแข็งกระด้างอันนำให้เป็นคนหัวดื้อถือดี ชอบแสดงกิริยาทะนงตัวหัวแข็ง ดื้อด้านดันทุรัง ว่ายากสอนยาก ไม่ยอมเชื่อฟังใคร เชื่อแต่ตัวว่าเป็นคนดีคนสูงกว่าใครหมด
    กิริยาอ่อนโยน คือประตูแห่งความเจริญ เป็นเครื่องหมายของความดี เพราะเมื่อมีในผู้ใดย่อมประกาศลักษณะของผู้นั้นว่าเป็นคนดี เมื่อไม่มีในผู้ใด ก็บอกว่าผู้นั้นหมดสง่าราศี เหมือนบ้านเรือนไม่มีที่บูชาส่อว่าไม่ใช่พุทธศาสนิกชน ส่วนกิริยาเย่อหยิ่งคือประตูของความเสื่อม ทุกคนจงเปิดประตูความเจริญและปิดประตูความเสื่อมเสีย
    กิริยางาม กิริยาดี และกิริยาอ่อนโยน นี่แหละจัดเป็นระเบียบกิริยา เมื่อเราปฏิบัติตามระเบียบกิริยาให้ถูกต้องสม่ำเสมอ ทั้งต่อหน้าและลับหลังแล้ว จะเป็นคนเข้าไหนเข้าได้ เลิศในการวางตัวต่อสังคม สามารถสมานบุคคลต่อบุคคล หมู่คณะต่อหมู่คณะ แม้ที่สุดระหว่างชาติต่อชาติได้ นับเป็นประโยชน์แก่คนหมู่มาก เป็นที่รักของกันและกันทั่วไป ไม่นิยมชั้น อาจนำหมู่คณะให้พ้นภัยพิบัติและวัฒนาถาวรได้ จงสำรวมกิริยาให้ดี ถ้าท่านไม่มีระเบียบกิริยาแล้ว ไม่เร็วก็ช้าท่านจะถูกกิริยาของตนสังหารตนเอง
    ๓. ระเบียบวาจา การเว้นพูดเท็จ เว้นพูดส่อเสียด เว้นพูดคำหยาบ เว้นพูดเพ้อเจ้อ และแล้วพูดวาจาจริง พูดวาจาสมานไมตรี พูดวาจาไพเราะ และพูดวาจามีประโยชน์ จัดเป็นระเบียบวาจา วาจาเป็นสิ่งสำคัญของสังคม ผู้มีท่วงทีกิริยาเป็นระเบียบแล้ว แต่วาจาที่กล่าวออกมาร้าย ไม่มีระเบียบ ขาดความสุภาพย่อมจะทำลายท่วงทีกิริยาให้เสื่อมลง อนึ่งวาจาเป็นเครื่องวัดภูมิธรรมของผู้พูด ถ้าพูดดีจะเป็นศรีแก่ตัว หรือพูดเป็นจะได้เงินได้ทอง ถ้าพูดชั่วจะอัปรีย์จัญไร ถึงแก่ต้องเสียเงินเสียทอง และเสียทุกอย่าง
    มีสุภาษิตเตือนให้สังวรในการพูดอยู่มาก เช่นว่า “ควรเปล่งวาจาไพเราะที่มีประโยชน์ ควรเปล่งวาจาที่ดีงาม ต้องอย่าพูดวาจาชั่วเป็นอันขาด เพราะเปล่งวาจาที่ดีงามให้สำเร็จประโยชน์ พูดวาจาชั่วต้องให้เดือดร้อน ควรพูดจาที่เป็นเหตุให้ตนไม่เดือดร้อน และไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่ควรพูดให้เลยเถิด เมื่อถึงเวลาที่ควรพูด ก็พูดวาจาพอกำหนดได้ไม่ฟั่นเฝือ ควรพูดวาจาน่ารัก ซึ่งผู้ฟังยินดีตอบขอบใจ”
    “งาสารฤาเหี้ยนห่อน หดคืน
    คำกล่าวสาธุชนยืน เยี่ยงนั้น
    ทรชนกล่าวคำผืน คำเล่า
    หัวเต่ายาวแล้วสั้น เล่ห์ลิ้นทรชน”
    “พูดดีก็เป็นศิริสวัส ดิพิพัฒนาการ
    วาจาผรุสะพจมาน ทุรลักษณ์ประจักษ์ผล”
    อย่าลืมว่า กฏธรรมดาได้สร้างปากมาให้พูด แต่ผู้ใช้จงระวัง จงใช้ปากพูดแต่ถ้อยคำที่เป็นสาระ อย่าใช้พูดถ้อยคำอันไร้สาระ เพราะวาจาเท่านั้นที่ทำให้เรารวมกันเป็นหมู่ และอยู่ด้วยกันเป็นสันติสุข และก็วาจาอีกเหมือนกัน พ่นออกมาเพียงคำเดียวเท่านั้น อาจพลิกแผ่นดินได้โดยไม่ยาก ดูเถิดอภินิหารของลิ้นเพียง ๒ นิ้วได้ฆ่าคนของโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน มิใช่สิ่งที่เข้าไปในปากจะทำให้ท่านเศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว แต่สิ่งที่ออกจากปากของท่านต่างหาก จะทำให้ท่านต้องเศร้าหมองหรือผ่องแผ้วได้ ระมัดระวังลิ้นของท่านให้จงดี ถ้าท่านไม่มีระเบียบวาจาแล้ว ไม่เร็วก็ช้า ท่านจะถูกลิ้นของตนเองทิ่มแทงตัวเอง
    ๔. ระเบียบใจ ใจมีอาการซุกซนเหมือนลิง ชอบจับโน่นวางนี่ ไปนั่นมานี่ไม่หยุดหย่อน เมื่อจะป้องกันความซุกซนของใจ พึงตั้งสติครองตน เป็นพี่เลี้ยงคอยควบคุมอยู่เป็นนิตย์ เมื่อใจที่ยังไม่ได้อบรมขาดสติหรือเผลอตัวในขณะใด จะแหกคอกออกมาจากอารมณ์ดีในขณะนั้น แล้วเข้าไปเกลือกกลั้วอารมณ์ชั่วทันที ถ้าใจเข้าไปหมกมุ่นเกาะอยู่ในอารมณ์ชั่วนานแล้ว ก็ยากที่จะแกะหรือต้อนออกได้ ดังนั้นเมื่อจะทำให้ใจดีเสมอต้นเสมอปลาย จึงต้องคอยถ่างสติคุมใจอยู่ทุกขณะจนกว่าใจจะเกาะอารมณ์ที่ดีติดเป็นนิสัย
    การใช้อุบายเปลี่ยนใจให้ดีด้วยใช้สติคุม และเปลี่ยนใจให้ดีมั่นคงด้วยใช้ภาวนา เพาะกำลังใจให้กล้าแข็ง มีสติครองตนไม่ยอมตามใจ มีอำนาจเหนือใจ เป็นใหญ่แก่ใจตนเอง เมื่อจับสิ่งใดต้องทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ อบรมใจให้มีเมตตาต่อปวงมนุษย์และสัตว์ มีฉันทะทำแต่ความดี บึกบึนไม่ท้อถอย ฝึกหัดใจให้กล้าหาญไม่รู้จักกลัว ให้เย็นเป็นน้ำ ให้บริสุทธิ์จากมลทินทั้งหลาย และเบิกบานแช่มชื่นในเมื่อมีทุกข์ร้อน นี้แหละคือระเบียบใจ
    หลักธรรมดามีอยู่ว่า ทุกสิ่งในโลกนี้ ถ้าไม่ก้าวหน้าก็ถอยหลัง หรือไม่เจริญขึ้นก็เสื่อมลง ใจของมนุษย์เราก็เช่นนั้น ถ้าไม่ยิ่งวันยิ่งดีขึ้นก็ยิ่งวันยิ่งเสื่อมลง เพราะใจถูกกิเลสเป็นม่านกั้นไว้ไม่ให้คิดถึงคุณความดี จำต้องทำลายม่านกั้นนั้นเสีย เมื่อม่านกั้นใจถูกทำลายแล้วความเจริญจึงจะเริ่มผลิตผล นำความรุ่งเรืองมาสู่ชาติศาสนา ดังนั้นเราทุกคนจึงควรฝึกฝนใจของตนให้ก้าวหน้าไปสู่จุดที่หมาย คือใจดี ตามอบรมใจให้ดี ดังต่อไปนี้
    ๔.๑ จงรักสัจจะให้ยวดยิ่ง ตั้งสัจจะลงให้มั่น บูชาความจริง พูดจริง ทำจริง และปักใจเรียนแต่สิ่งที่จริง อย่าปล่อยตัวให้เป็นสวะลอยตามลมตามน้ำ
    ๔.๒ จงมีสติสัมปชัญญะครองตน อย่าฝืนความรู้สึกผิดชอบ จงพร้อมที่จะแบกภาระรับผิดชอบ และยอมรับผิดในความผิดของตน
    ๔.๓ จงมีความเชื่อในคนทุกคน อย่าดูหมิ่นถิ่นแคลนคนอื่น ให้เห็นว่าคนอื่นที่ควรเชื่อถือได้ก็มีอยู่จำนวนมาก
    ๔.๔ จงเชื่อตนเอง เชื่อความสามารถของตน ให้มีความไว้ใจตนเอง อย่าดูถูกตนว่าจะทำอะไรกับเขาไม่ได้
    ๔.๕ จงซื่อตรงต่อตนเอง อย่าเท็จอย่าล่อลวง และอย่าดื้อด้านต่อใจตัวเอง เมื่อสัญญาใจไว้ว่าจะทำอย่างใจจงทำอย่างนั้น รู้ว่าอะไรผิด อย่าหาอุบายมาอธิบายหลอกตัวเองให้เห็นเป็นชอบ และรู้อะไรชั่ว ก็อย่าฝ่าฝืนทำไปทั้งที่รู้
    ๔.๖ อย่าปล่อยให้อคติ ๔ คือ ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ เข้าครอบงำใจในการทำกิจทุกอย่าง แม้จะวินิจฉัยข้อความอันใด จงพยายามทำความยุติธรรมให้ชัดแจ้งแจ่มใส
    ๔.๗ จงถ่อมตัวเหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง อย่าถือตัวทะนงตน อย่าเหยียดชีวิต หรือดันทุรังหลงผิดฝืนเท็จเป็นจริง
    ๔.๘ อย่าดูแคลนสิ่งใดๆว่าเป็นของเก่า จงเชื่อว่าของเก่า เช่น ข้อธรรมหรือสุภาษิตโบราณของนักปราชญ์ มีค่าควรเมือง ก็มีอยู่มากมาย
    ๔.๙ อย่าเห็นชอบด้วยสิ่งใดๆว่าเป็นของใหม่ ก่อนจะวินิจฉัยตัดสินใจลงไป จงใช้ปัญญาพิจารณาระมัดระวัง เพราะของใหม่ที่ดีก็มี ไม่ดีก็มี
    ๔.๑๐ จงเป็นคนตรงต่อเวลา เวลาที่เริ่มก้าวไปข้างหน้านั้นคือเดี๋ยวนี้ เวลาที่จะให้โอกาสแก่ท่านคือวันนี้ การผลัดวันเลื่อนไป คือการปล้นโอกาสอันดีของท่านโดยตรง
    ๔.๑๑ จงอบรมใจให้กล้า กล้าที่จะคิดอะไรใหม่ๆ กล้าที่จะตัดสินใจในปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นประจันหน้า กล้าลงมือทำการตามจุดหมายของตน แต่อย่าขบปัญหาใดๆด้วยการเร่งร้อน จงตกลงใจในข้อนั้นๆโดยอุบายอันแยบคายและถี่ถ้วน
    ๔.๑๒ เมื่อมีคุณธรรมใดๆอยู่ในตนแล้ว จงดำรงชีวิตอยู่ด้วยคุณธรรมนั้นๆ ถ้าละทิ้งคุณธรรมนั้นเสีย ก็เสมือนดับไฟในที่มืด แล้วสมัครงมงายไปกลางมืด
    ๔.๑๓ จงพยายามเอาใจใส่เรียนรู้ข้อธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และบรรดาภาษิตของโบราณาจารย์ทั้งหลาย เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดปัญญา ดุจดวงไฟที่ส่องให้แลเห็นทางเดินในเวลากลางคืนเดือนมืด
    ๔.๑๔ จงมอบตัวอยู่ใต้ความดีทั้งหลาย อย่าได้ฝืนสิ่งที่ดีงามใดๆ จงกล้าทำความดีทั้งหลาย ถ้าท่านขาดขวัญและน้ำใจที่กล้าแล้ว แม้จะมีกำลังกายแข็งแรงก็ล้มเหลว ทำอะไรไม่ได้
    ๔.๑๕ จงสอบความคิดความเห็นของตนกับคนอื่น อย่าเห็นตนเป็นคนเลิศไปทุกอย่าง จงเทียบเคียงความคิดเห็นของผู้อื่นกับของตนให้ถี่ถ้วน
    ๔.๑๖ จงเร่งเรียนรู้หน้าที่ของตน เมื่อรู้แล้วจงเร่งปฏิบัติหน้าที่โดยฉับพลัน หน้าที่นั้นคือหน้าที่ต่อธรรมชาติ มนุษย์ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และรัฐบาล ครอบครัว มารดา บิดา ตัวเอง ผู้อื่น จงใส่ใจเรียนรู้หน้าที่เหล่านี้ เมื่อรู้แล้วจงปฏิบัติตามทันที
    เมื่อใจได้รับอบรมในหลักการเหล่านี้แล้ว ย่อมจะเป็นใจมีระเบียบ ใจมีระเบียบนี้เป็นยอดแห่งใจทั้งหลาย เพราะเป็นใจมีกำลังเด็ดเดี่ยวมั่นคง ไม่ผลุนผลันไปตามอารมณ์ที่มากระทบกระทั่งยียวนผลักใส มีดวงปัญญาสว่างแจ่มใจเห็นอรรถเห็นธรรม จับเหตุจับผลและวินิจฉัยได้ถูกต้องสามารถขจัดความชั่วที่จะทำให้เสียระเบียบ ได้
    ใจดีมุ่งตั้งเที่ยง มัชฌิชา
    เหล่ากิเลสบาปหนา ห่อนกล้ำ
    น้ำใจแจ่มดุจภา ณุมาศผ่อง ใสแฮ
    นับว่าใจดีล้ำ หนักเนื้อนพคุณ
    ใจดีอดมั่นได้ ฤทธา นุภาพแฮ
    อดโกรธกลั้นพยา บาทด้วย
    อดโลภบ่วงตัณหา ห่วงใหญ่ สิ้นนา
    รวมอดหมดหากม้วย แม่นเมื้อเมืองสวรรค์
    ประมวลความ ระเบียบการบริโภค ระเบียบการอุปโภค ระเบียบสถานที่ และระเบียบการปกครอง รวมเป็นระเบียบภายนอก ระเบียบท่วงที ระเบียบกิริยา ระเบียบวาจา และระเบียบใจ รวมเป็นระเบียบภายในความมีระเบียบทั้งภายนอกและภายในนี้ ย่อมเป็นกำลังสำคัญของคนในชาติ สามารถทำให้สภาพอนารยชนกลายเป็นอารยชนได้
    คนมีระเบียบวินัยเพียงคนเดียว ดีกว่าคนไม่มีระเบียบวินัยตั้งร้อยคน เพราะหมู่ชนที่ไม่มีระเบียบวินัยคือกองโจร ส่วนหมู่ชนที่มีระเบียบวินัยคือกองทหาร ทำให้ความเป็นอนารยะถูกกลืนหายไปในความเป็นอารยะเหมือนน้ำที่ไหลพุ่งตัด กระแสเบียดน้ำมหาสมุทร แต่ในวาระสุดท้ายได้ถูกกลืนหายไปในห้วงมหรรณพ สมัยสกปรกโสมมได้สิ้นสุดลง สมัยสะอาดเรียบร้อยได้ย่างเข้ามาแทน
    เป็นความจริง สถานการณ์ของชาติบ้านเมืองจะดีขึ้นโดยลำดับ เมื่อปวงประชาผู้อาวุโสกว่าถือระเบียบวินัยของสิ่งต่างๆเป็นหลักปฏิบัติที่ เคร่งครัด และผู้อายุน้อยกว่าเชื่อฟังตั้งใจปฏิบัติตามระเบียบวินัยอย่างจริงใจแต่ สถานการณ์ของชาติบ้านเมืองจะเสื่อมลงโดยลำดับ ถ้าผู้อาวุโสกว่าเมินเสีย แม้ผู้อายุน้อยกว่าก็ขยะแขยงต่อระเบียบวินัยของสิ่งต่างๆที่ตนเห็นว่าเป็น ของล้าสมัย
    ดูเถิด ราตรีมีแสงจันทร์แจ่มจรัสเป็นระเบียบ หมู่ไม้มีดอกผลดูสะพรั่งเป็นระเบียบ เมื่อผลิดอกแย้มบาน ขยายกลีบและออกผล พร้อมด้วยกลิ่นหอมขจรอยู่รวยรินดุจกลิ่นทิพย์ ย่อมสง่างามน่าทัศนา น่ารื่นรมย์ น่าชื่นบาน ให้สำราญใจเสียนี่กระไร แม้ชาติบ้านเมืองเมื่อปวงประชาในชาติบ้านเมืองมีระเบียบวินัย ทั้งภายนอกและภายในก็ย่อมสวยงามสง่าผ่าเผยเป็นที่นิยมชมเชยของผู้ได้พบเห็น โดยแท้
    ดังนั้น เมื่อท่านทราบแล้วว่า ระเบียบเป็นเครื่องประดับคนให้สวยงาม และเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจคนเหมือนแม่เหล็กดูดดึงผงตะไบ จึงควรเร่งรีบสร้างนิสัยให้เป็นคนเจ้าระเบียบ เป็นพ่อระเบียบ แม่ระเบียบ ครูระเบียบ ปู่ระเบียบ ย่าระเบียบ ตาระเบียบ ยายระเบียบ เพื่อเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจเยาวชน ให้เขาได้เป็นลูกระเบียบ ศิษย์ระเบียบ หลานระเบียบ สืบมรดกประดับชาติศาสนาต่อไปเถิด

    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="500"> <tbody><tr> <td align="center">*********</td> </tr> </tbody></table>
     

แชร์หน้านี้

Loading...