ปีสุดท้ายของชีวิตท่านก็คือปี 2492 หลังจากที่ตรากตรำกรำงานหนัก ท่านเริ่มไม่สบาย อาการหนักขึ้นทุกๆวัน ไม่บรรเทาเบาบางลง ทั้งหมอและศิษย์ช่วยกันรักษาพยาบาลอาการก็ไม่ดีขึ้น มีวันหนึ่งค่อยยังชั่วขึ้นมาบ้าง แต่ท่านไม่ยอมฉันอะไรเลยไม่ว่ายาหรืออาหาร ท่านปฏิเสธหมด ท่านบอกว่า ต้นไม้ที่มันตายยืนต้นอยู่แล้ว จะเอาน้ำไปรดเท่าไรจะให้มันเกิดใบอีกไม่ได้หรอก อายุของเรามันก็ถึงแล้ว ชีวิตของเราใกล้สิ้นแล้ว ให้รีบส่งข่าวไปบอกแก่คณาจารย์ที่เป็นศิษย์เราทั้งใกล้และไกลให้รีบมาประชุมกันที่บ้านหนองผือนี้ เพื่อจะได้มาฟังธรรมครั้งสุดท้าย ลูกศิษย์ลูกหาจึงได้กระวีกระวาดติดต่อกันอย่างรีบด่วน เมื่อศิษย์ทั้งหลายมาพร้อมหน้า ท่านได้ลุกขึ้นแสดงธรรมแก่ศิษย์มีเนื้อความตอนหนึ่งว่า การปฏิบัติจิตถือเป็นเรื่องสำคัญ การทำจิตให้สงบถือเป็นกำลัง การพิจารณาอริยสัจถือเป็นการถูกต้อง การปฏิบัติข้อวัตรมีการฉันหนเดียว เป็นต้นนี้ ผู้เดินผิดทางย่อมไม่ถึงที่หมาย คือพระนิพพาน ชาวบ้านนิมนต์ให้ท่านอาจารย์มั่นมรณะภาพที่บ้านหนองผือ แต่ท่านบอกว่า เราจะไม่มรณะภาพที่นี่ เพราะถ้าเราตายที่นี่แล้วคนทั้งหลายก็จะพากันมามาก จะพากันฆ่าเป็ด ฆ่าไก่ ฆ่าสัตว์ทั้งหลาย เนื่องด้วยศพของเราจะทำให้ชาวบ้านเป็นบาป สมควรที่จะจัดให้เราไปมรณะภาพในจังหวัดสกลนครเถิด นับแต่เราบวชมา ไม่เคยคิดให้สัตว์ได้รับความลำบากเดือดร้อน โดยไม่ต้องพูดถึงการฆ่าเขาเลย มีแต่ความเมตตาสงสารเป็นพื้นฐาณของใจตลอดมา ทุกเวลาได้แผ่เมตตาจิตอุทิศส่วนกุศลแก่สัตว์ไม่เลือกหน้า โดยไม่มีประมาณตลอดมา เวลาตายแล้วจะกลายเป็นศัตรูแก่สัตว์ให้เขาล้มตายลงจากชีวิตที่แสนรักของแต่ละตัว เพราะเราเป็นต้นเหตุเพียงคนเดียวนั้น เราทำไม่ได้ อย่างไรก็ตามขอให้นำเราออกไปตายที่สกลนคร เพราะที่นั่นเขามีตลาดอยู่แล้ว คงไม่กระเทือนชีวิตของสัตว์มากเหมือนที่นี่ เพียงเราป่วยยังไม่ถึงตายเลย ผู้คน พระเณร ก็พากันหลั่งไหลมาไม่หยุดหย่อนและนับวันมากขึ้นโดยลำดับ ซึ่งพอเป็นประจักษ์พยานแล้ว เราตายได้ทุกกาล สถานที่ ไม่อาลัยเสียดายร่างกายนี้เลย เพราะเราได้พิจารณาทราบเรื่องของมันตลอดทั่วถึงแล้ว ว่าเป็นเพียงส่วนผสมของธาตุรวมกันอยู่ชั่วระยะกาล แล้วก็แตกทำลายลงไปสู่ธาตเดิมของมันเท่านั้น จะมาอาลัยเสียดายหาประโยชน์อะไร ที่พูดมานี้ก็เพื่อความอนุเคราะห์สัตว์อย่าให้เขาต้องมาพร้อมกัน ตายเป็นป่าช้าผีดิบวางขายเกลื่อนอยู่ริมถนนหนทาง อันเป็นที่น่าสมเพชเวทนาเอาหนักหนาเลย ซึ่งไม่สุดวิสัยที่ควรจะพิจารณาแก้ไขได้ในเวลานี้ พระอาจารย์มั่นมรณะภาพไปแล้วทางรูปกาย แต่ความสำคัญทางนิมิตภาพที่ปรากฏเห็นเป็นองค์ท่าน ยังคงปรากฏอยู่เสมอทางห้วงกระแสจิตภาวนาของบรรดาพระกรรมฐาณ ที่เป็นสานุศิษย์ราวกับว่าอาจารย์มั่นยังมีชีวิตอยู่ พระกรรมฐาณที่ปฏิบัติทางจิตภาวนาและเจริญวิปัสสนา เมื่อเกิดขัดข้องขบปัญหาใดๆไม่แตก พระอาจารย์มั่นจะมาแสดงนิมิตภาพในทางกระแสจิตให้เห็น แล้วแสดงบอกอุบายธรรมวิธีแก้ไขดุจดั่งสมัยท่านยังมีชีวิตอยู่แสดงธรรมให้ฟังฉะนั้น เมื่อบอกแล้วท่านก็จะหายไป ท่านอาจารย์มั่นเป็นผู้รู้จริงเห็นจริงเต็มภูมิวาสนาบารมีของท่าน ดังนั้นความรู้ที่เกี่ยวกับอภิญญาของท่าน จึงสามารถแสดงออกได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยไม่สนใจว่า บรรดานักปราชญ์ทั้งหลายที่ฝังหัวอยู่แต่ในหนังสือในคัมภีร์จะเชื่อหรือไม่เชื่อ จะตำหนิหรือชมเชยใดๆ ท่านไม่ใส่ใจเอาเลย ภูมิธรรมกายในนับแต่ ศีล สมาธิ ปัญญา ทุกชั้น ตลอดจนถึงวิมุตติพระนิพพานท่านแสดงออกมาอย่างอาจหาญและเปิดเผย และจะคงพลานุภาพนี้แทรกการฝึกสมาธิคู่พระศาสนาต่อไป ที่มา หนังสือตามรอยพระอริยเจ้า หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เรียบเรียงโดย ดำรงธรรม