ธรรมทั้งหลาย มิใช่ อัตตา

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย Samarnl, 3 มิถุนายน 2013.

  1. Samarnl

    Samarnl เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    2,287
    ค่าพลัง:
    +4,704
    พระพุทธเจ้ากล่าวธรรมอย่างนี้ไม่เคยเจอ ลงท้ายจะต้องด่าทุกครั้ง
     
  2. paetrix

    paetrix เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 เมษายน 2011
    โพสต์:
    2,478
    ค่าพลัง:
    +1,879
    .....................ผมว่า ความสิ้นไปแห่ง ราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ นี่ เรายังคิดไปไม่ออกหรอกครับ ว่า จะเป็นยังไง จะเหลือ ความคิดว่า ยังมีเราอยู่หรือไม่ แค่ใหน:cool:
     
  3. tokyoo2

    tokyoo2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กันยายน 2012
    โพสต์:
    561
    ค่าพลัง:
    +419
    คุณหมาน ที่ผมเรียกอย่างนี้ ก็อย่าพึงคิดว่าผมมีมานะทิฏฐิ ยิ่งกว่า หรืออะไร
    เเต่ผมเเสดงให้เห็นถึงความเเก่ของจริง ที่ไม่ใช่เเก่เพราะมีฟันหักผมหงอก หรือเเก่เพราะความเสื่อมตามธรรมดาของโลก
    คนที่เเก่ด้วยอายุไม่ถือว่าเค้าเเก่จริง เพื่อนพรหมจรรย์พึงสักการะ เคารพ นับถือ โดยความเป็นผู้มีฟันหัก มีผมหงอก มีหนังย่นอะไรกัน. เเต่เพราะเค้ารู้จักอะไรมีโทษอะไรไม่มีโทษอะไรควรเสพอะไรไม่ควร ต่อเมื่อเค้าเป็นพหูสูตทรงธรรมทรงวินัย ต่อเมื่อเค้าได้ไม่ยากฌานทั่ง4 ตามเป็นจริง นี้หล่ะคือคนที่เเก่จริง ต่อให้อยู่ในปฐมวัยมีผมอันดกดำ ก็ขื่อว่าเค้าเเก่จริง(เถระผู้เเก่)
    คุณหมานยังไม่เห็นบทเเห่งธรรม ที่เรียกว่า อุปทานขันธ์ ปัญจุปาทานขันธ์ตรงตามความจริง ยังยึดในบัญญัติ ที่ไม่ใช่ธรรมวินัย และไม่โยนิโส ไม่เห็นธรรมที่เป็นกระเเส ที่อาศัยกันเกิดขึ้น
    มันถึงมีเราไปเกิดอุปทาน. ทั่งๆอุปทานก็ไม่ได้มีจากที่ไหน(ไม่ใช่ความเป็นเราทำขึ้น) เเต่มันก็เกิดในอุปทานครั้งก่อนนั้นเอง เพราะเห็นความเป็นรสอร่อยในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปทาน

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เปรียบเหมือนไฟกองใหญ่ พึงลุกโพลงด้วยไม้สิบ
    เล่มเกวียนบ้าง ยี่สิบเล่มเกวียนบ้าง สามสิบเล่มเล่มเกวียนบ้าง สี่สิบเล่มเล่มเกวียนบ้าง. บุรุษ
    พึงเติมหญ้าแห้งบ้าง มูลโคแห้งบ้าง ไม้แห้งบ้าง ลงไปในกองไฟนั้น ตลอดเวลาที่ควรเติม
    อยู่เป็นระยะ ๆ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ด้วยอาการอย่างนี้แล ไฟกองใหญ่ซึ่งมีเครื่อง
    หล่อเลี้ยงอย่างนั้น มีเชื้อเพลิงอย่างนั้น ก็จะลุกโพลงตลอดกาลยาวนาน, ข้อนี้ฉันใด;

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติ เห็นโดยความเป็นอัสสาทะ (น่ารักน่ายินดี)
    ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานอยู่, ตัณหาย่อมเจริญอย่างทั่วถึง ฉันนั้น
    เหมือนกัน เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย
    จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ
    โสกะป ริเท วะทุกขะโท ม นัสอุป ายาสทั้งห ลาย จึงเกิดขึ้น ครบ ถ้วน :ความ เกิดขึ้น พ ร้อม
    แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ แล.
     
  4. paetrix

    paetrix เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 เมษายน 2011
    โพสต์:
    2,478
    ค่าพลัง:
    +1,879
    ..........อันที่จริง ฉันทะราคะใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน นั่นคืออุปาทาน...ตามความเห้นของผม ความเห็นว่าเป็นตัวตนหรืออัตตา หรือมีอุปาทานในขันธิ์ มี กามุปาทาน ทิฑฐิทุปาทาน สิลัพพตปาทาน อัตวาทุปาทาน...ความเข้าใจตรงนี้เป้นความ รู้ยิ่งมากกว่า การไม่คิดว่า มีตัวตนเท่านั้น...แต่ยังรวมไปถึงความเข้าใจใน ปฎิจสมุปบาทอย่างแท้จริง(ซึ่งเป้นเรื่องที่อธิบายยาก อย่างเช่นเรื่อง ทิฎฐิทุปาทาน หรือ สิลัตุปาทาน) ส่วนมากมักเข้าใจว่า เป้นแค่เรื่อง อัตวาทุปาทาน(ความมีวาทะ ว่าตนเท่านั้น)....ความเข้าใจเรื่อง ----เวทนาปัจจัยตัณหา ตัณหาปัจจัยอุปาทาน อุปาทานปัจจัยภพ ภพปัจจัย ชาติชรา มรณะ ทุกโทมนัส อุปายาส..หมายถึง สิ่งที่สำคัญ คือ ปัจจัยเหล่านั้นนำไปสู่ ภพ ชาติ ชรา มรณะ และ ทุกขโทมนัสอุปายาส ครับ:cool:
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 16 มิถุนายน 2013
  5. จิตสิงห์

    จิตสิงห์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤษภาคม 2011
    โพสต์:
    619
    ค่าพลัง:
    +687


    ความหมายคือ !?

    ขอเนื้อๆหน่อย ว่าใช่ หรือ ไม่ใช่
     
  6. Ndantchor

    Ndantchor เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    273
    ค่าพลัง:
    +1,123
    เคยได้ยินครูบาอาจารย์กล่าวว่า "ไม่รู้ พูดผิดหมด"
    ที่จะกล่าวถึง นิสสรณนิโรธ อมตธาตุ คือ นิพพาน

    แม้พระสูตรนี้ ก็น่าพิจารณา เพราะเหตุใด
    (ไม่รู้ว่าในขณะนั้นๆ ท้าวสักกะท่านตั้งอยู่ในโสดาบันหรือยัง หรือแม้ท่านตั้งอยู่อริยบุคคลชั้นต้นแล้วก็ตาม)

    มุตโตทัย โดย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต (พ.ศ. ๒๔๑๓ - ๒๔๙๒) (๑) จากบล็อก โอเคเนชั่น oknation.net
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 16 มิถุนายน 2013
  7. Samarnl

    Samarnl เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    2,287
    ค่าพลัง:
    +4,704
    ความคิดเห็นที่ 1

    นิพพาน เป็น อนัตตา หมายถึง สูญ หลายคนเข้าใจผิดว่าคือการ ดับขันธ์ สูญ สลายหายไป แต่ความจริงมันหมายถึง สูญสิ้นจากกิเลสทั้งปวง เป็นการตัดขันธ์5
    ออกไปจนหมดสิ้น ในที่นี้หมายถึงตัดในส่วน อายตนะ ทั้งหมด
    แต่ ยังมีสภาพเป็นทิพย์อยู่ นั่นหมายถึงยังมีกาย อยู่ นั่นคืออัตตา นั่นหมายความว่า
    นิพพาน เป็นความหมายทั้งอัตตา และอนัตตา *จะว่ามีก็มี จะว่าไม่มีก็ไม่มี
    เอายังงี้นะครับ ผมจะยกตัวอย่างว่า พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ ไม่ได้ดับสูญ
    แต่งยังคงมีอยู่ ในสภาพของกายทิพย์ แต่จิตท่านจะเป็น อนัตตา เข้าใจไหม
    ไปดูกัน อ่านข้างล่าง

    จากคุณ : รักอิงคนเดียว
    เขียนเมื่อ : 25 มิ.ย. 54 19:01:11

    ความคิดเห็นที่ 2

    คือเอาจิตมุ่งพระนิพพานโดยเฉพาะ คิดว่าถ้าตายชาตินี้ เมื่อตายเมื่อไหรขอไปนิพพานจุดเดียว ตัดสินใจแน่นอนละก็ไปถึงนิพพานแน่
    หลังจากนั้นเขาจะพาไปพระจุฬามณี ซึ่งตั้งอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ถ้าขั้นถึงจุฬามณีพึงทราบได้เลยว่าขณะนั้นจิตเป็นฌาน ๔ ภาพจะเกิดความสว่างไสวมาก เขาจะพาไปนมัสการพระ ให้เห็นเทวดาหรือพรหม หลังจากผ่านพระจุฬามณีแล้วเขาจะพาตรงไปพระนิพพาน ที่เราว่านิพพานสูญนั้นน่ะ เราจะได้ทราบว่านิพพานไม่สูญ ถ้านิพพานสูญก็ไม่มีพระอรหันต์องค์ไหนไปนิพพาน นี่พูดถึงว่าสำหรับจิตที่มีกำลังอ่อน แต่ว่ามีมากท่านด้วยกันที่มีความเข้มแข็งทางจิต จิตสะอาดจริง พอเริ่มได้รับคำแนะนำจากครูไม่กี่คำจิตจะสว่างจ้า เห็นภาพชัดเจนแจ่มใสมาก เหมือนกับเห็นคนในเวลากลางวัน เครื่องแต่งกายละเอียดละออเพียงใดก็ตาม ก็สามารถจะเห็นได้
    (นี่คือคำพูดของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ที่ท่านทำมโนมยิทธิ ไปสวรรค์และไปนิพพานได้ ) อ่านต่อข้างล่าง

    จากคุณ : รักอิงคนเดียว
    เขียนเมื่อ : 25 มิ.ย. 54 19:04:01

    ความคิดเห็นที่ 3

    “สมเด็จองค์ปฐม” ก็คือพระพุทธเจ้าองค์แรกหรือองค์ที่หนึ่ง ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระพุทธสิกขี” แต่พระพุทธ เจ้าที่ตรัสรู้ผ่านไปแล้วอาจจะมีชื่อซ้ำกันได้ โดยเฉพาะชื่อนี้มีด้วยกันถึง 5 พระองค์ จึงเรียกขานกันว่าเป็น พระพุทธสิกขีที่ 1 พระองค์จึงเป็นต้นพระวงศ์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ จึงสมควรยกย่องพระพุทธองค์ว่า ทรงเป็น “สมเด็จองค์ปฐมบรมครู” อย่างแท้จริง

    สมัยที่สมเด็จพระพุทธองค์ ได้ทรงอุบัติในโลกมนุษย์ ในเวลานั้น คนมีอายุขัยประมาณ 8 หมื่นปี พระพุทธองค์ทรงผนวชออกมหาภิเนษกรมณ์ เมื่อพระชนมายุได้ 4 หมื่นปี หลังจากทรงผนวชแล้วเป็นเวลาอีก 2 หมื่นปี จึงได้ทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณตรัสรู้ เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์แรกของโลก พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์ อีกประมาณ 2 หมื่นปี จึงเสด็จดับขันธปรินิพาน หลังจาก ทรงใช้เวลาอันยาวนานถึง 40 อสงไขยกัปในการบำเพ็ญพระบารมี เพื่อแสวงหาพระโพธิญาณ ด้วยพระองค์เอง ทรงใช้เวลาอันยาวนานในการบำเพ็ญพระบารมี เนื่องจากพระพุทธองค์เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์แรก จึงไม่มีแบบอย่างที่จะให้พระพุทธองค์ได้ศึกษาเป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อบรรลุ พระโพธิญาณ ระยะเวลาที่บำเพ็ญพระบารมี จึงใช้ ถึง 40 อสงไขยกัปเศษ

    การพบสมเด็จองค์ปฐม ครั้งแรกของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน เมื่อประมาณ พ.ศ. 2511 คือท่านกำลังสอนพระกรรมฐาน และเมื่อเสร็จจากการแนะนำ ก็ได้ทำสมาธิ สิ่งที่คาดไม่ถึงก็ปรากฏขึ้น นั่นคือเห็นเป็นพระพุทธเจ้าในปางนิพพานยืน สองแถวยาวเหยียดไปข้างหน้าแล้วก็พนมมือ จึงมีความรู้สึกในใจว่า บางทีอาจจะเป็น อุปาทาน เพราะว่า พระพุทธเจ้าม่เคยก้มศรีษะให้ใคร แม้แต่บ้านเรือน เล็กๆ ที่หลังคา ตํ่าๆ หาก พระพุทธเจ้าเข้าไป หลังคาก็จะสูงขึ้น แต่เวลานี้เห็นพระพุทธเจ้ายืนพนมมือ อุปาทานคือกิเลสคงกินใจมาก เมื่อนึกเพียงนี้ ก็เห็นภาพหลวงปู่ปาน ปรากฏขึ้นข้างข้าง ๆ หลวงปู่ปานท่านบอกว่า " คุณ..ไม่ใช่อุปาทาน ประเดี๋ยวพระพุทธเจ้าองค์ปฐมจะเสด็จมา "

    อีกประมาณสัก 5 นาที ปรากฏว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง รูปร่างใหญ่โตมาก สูงมาก มาในรูป ของปางนิพพาน เดินมาระหว่างช่องกลาง พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ก้มศรีษะ แสดงความเคารพ เพราะพนมมืออยู่แล้ว พอท่านเดินไปถึง พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ท่านก็ตรัสว่า" ข้าจะนั่งที่ไหนหว่า... ในเมื่อไม่มีที่นั่ง ข้าก็เอาหัวแกเป็นแท่นก็แล้วกัน " ก็เลยนั่งบนหัว แล้วท่านก็บอกว่า “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ก่อนที่แกจะสอนกรรมฐานก็ดี จะพูดธรรมะก็ดี จะเทศน์ก็ดี บอกฉันก่อน ฉันให้พูดตอนไหน จะให้เทศน์ตอนไหน ให้ว่าตามนั้น”

    ก็เป็นความจริง เมื่อใดก็ตาม ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ สอนกรรมฐานก็ดี เทศน์ก็ดี บางทีคิดว่าวันนี้จะพูดเรื่องอย่างนี้ แต่พอพูดเข้าจริง ๆ เรื่องนั้นไม่ได้พูดไปพูดอีกจุดหนึ่ง อันนี้เป็นลีลาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ การเทศน์ของพระพุทธเจ้ามุ่งเฉพาะบุคคลสำคัญคนใดคนหนึ่งไม่ได้หวังคนทั่วไป คนจะนั่งสักหนึ่งพัน สองพัน ห้าพันก็ตาม ท่านจะดูจิตใจว่า บุคคลใดจะรับคำเทศนาของท่านได้ จะสาารถบรรลุมรรคผลได้ ท่านจะจี้จุดเฉพาะคนนั้นเอาจุดเด่น แต่ว่าคนที่มีความดีใกล้เคียงกันก็พลอยบรรลุมรรคผลไปตาม ๆ กัน

    อันนี้ก็เช่นเดียวกัน อาตมาเวลาเทศน์หรือสอนกรรมฐานก็ไม่เคยได้พูดตามที่คิดไว้สักที อาจเป็นเพราะท่านดลใจ ถ้าจะถามว่าเป็นที่ชอบใจของคนทุกคนไหม ก็ขอตอบว่าไม่แน่นัก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าท่านอาจจะจี้จุดเฉพาะคนใดคนหนึ่ง แต่คนบางคนอาจจะไม่ถูกใจก็ได้ นี่เป็นเรื่องธรรมดา ก็จึงมาคิดว่า ในเมื่อท่านมีพระคุณอย่างนี้ และก็เห็นเป็นปกติ จึงคิดจะหล่อรูปของท่าน

    ต่อมาเมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เจริญพระกรรมฐานแล้ว จึงได้อาราธนา ขอพบท่านในสมัยที่รูปร่างเป็นมนุษย์ ท่าน ก็ปรากฏพระองค์ให้เห็น ทรวดทรงสวยมาก หน้าของท่านอิ่มเหมือนรูปไข่ แก้มอิ่ม ยิ้มน้อยๆ ริมฝีปากไม่บุ๋ม ไม่เหมือนพระพุทธเจ้าที่เขาปั้นกัน แก้มตอบปากบุ๋มลงไป แล้วสมเด็จองค์ปฐม ก็แสดงรูปร่างสมัยเป็นมนุษย์ และก็เปลี่ยนมาเป็น ปางนิพพาน พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ก็ถามว่า ถ้าจะปั้นรูปของพระองค์ จะให้ปั้นแบบไหน แบบปางพระนิพพานหรือแบบมนุษย์

    พระพุทธองค์บอกว่า ให้ปั้นแบบนี้ก็แล้วกัน ทรงแสดงภาพให้ดู เป็นเหมือนกับ พระพุทธรูป และมีเรือนแก้ว แบบพระพุทธชินราช รูปที่ทรงให้ปั้นไม่เหมือนกับรูปจริงของพระองค์ตอนเป็นมนุษย์ และก็ไม่เหมือนรูปที่นิพพาน แต่ว่าเป็นรูปที่ท่านต้องการ ท่านมาแสดงแบบนั้นอยู่ถึง 3 วัน ติดๆ กัน วันละประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ดูจนละเอียด แต่ก็คิดในใจว่า ช่างเขาปั้น แต่เขาไม่เห็นภาพ เขาจะปั้นได้ไม่เหมือน จึงขอบารมีของท่านบอกว่า เวลาช่างปั้น ขอให้โปรดดลใจให้เป็นไปตามพระพุทธประสงค์ ท่านก็ยอมรับ ในที่สุดเมื่อเขาปั้นเสร็จ เขาก็เอามาให้ดูเหมือนกับรูปที่ท่านแสดงจริง ๆ นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์

    จากหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    จากคุณ : รักอิงคนเดียว
    เขียนเมื่อ : 25 มิ.ย. 54 19:10:28

    http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2011/06/Y10733241/Y10733241.html
     
  8. tokyoo2

    tokyoo2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กันยายน 2012
    โพสต์:
    561
    ค่าพลัง:
    +419
    ^
    บทนี้รู้หรือไม่กล่าวผิดอย่างไร ทั่งๆที่พระองค์ก็บอกถึงพระอรหันต์ก็ทำนองนี้ อย่างที่จอมเทพกล่าวไว้ทีเเรก
    เพราะว่าพระอรหันต์เป็นปกติรักษา(ศิล)อุโบสถประกอบองค์8ทุกวันสม่ำเสมอ จึงเอามาตรฐานพระอรหันต์เป็นหลัก
    ถ้านรชนเหล่าใดอยากปฏิบัติตาม. ก็ทำตามพระอรหันทั้งหลายได้ในวันอุโบสถ14 15 8เเล้วค่อยๆปรับมารักษาทุกวันได้ เเต่จอมเทพไม่ได้รักษาทุกวันเป็นสาเหตุหลักที่พระองค์บอกไว้ ว่ายังมีราคะเป็นต้น
    เเล้วจอมเทพก็รักษาอุโบสถ เนื่องจาก พระอรหันต์ (อริยอุโบสถ). มีพระอรหันต์เป็นต้นเเบบ
    เพราะฉนั้นคำกล่าวที่ว่า"เเม้นรชนจะเป็นอย่างเรา". คำนี้ต้องยกให้พระอรหันต์ "พึงเข้าจำอุโบสถประกอบด้วยองค์8"
     
  9. tokyoo2

    tokyoo2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กันยายน 2012
    โพสต์:
    561
    ค่าพลัง:
    +419
    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
    ดูกรภิกษุทั้งหลายอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอันบุคคลเข้าอยู่แล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก มี
    ความรุ่งเรืองมาก มีความแพร่หลายมาก
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอันบุคคลเข้าอยู่แล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก มีความรุ่งเรืองมาก มีความแพร่หลายมาก

    อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ตระหนักชัดดังนี้ว่า
    พระอรหันต์ทั้งหลายละปาณาติบาตงดเว้นจากปาณาติบาต วางท่อนไม้ วางศาตรา มีความละอายเอื้อเอ็นดู อนุเคราะห์เกื้อกูลสรรพสัตว์อยู่ตลอดชีวิต ในวันนี้ แม้เราก็ละปาณาติบาต งดเว้นจากปาณาติบาต วางท่อนไม้ วางศาตรามีความละอายเอื้อเอ็นดู อนุเคราะห์เกื้อกูลสรรพสัตว์อยู่ ตลอดคืนและวันนี้ เราชื่อว่ากระทำ
    ตามพระอรหันต์แม้ด้วยองค์นี้ และอุโบสถชื่อว่าจักเป็นอันเราเข้าอยู่แล้ว อุโบสถประกอบด้วย
    องค์ที่ นี้ ฯ
    ฯลฯ พระอรหันต์ทั้งหลายละอทินนาทาน งดเว้นจากอทินนาทาน ถือเอาแต่สิ่งของที่
    เขาให้ หวังแต่สิ่งของที่เขาให้ มีตนไม่เป็นขโมย สะอาดอยู่ตลอดชีวิต ในวันนี้ แม้เราก็ละ
    อทินนาทาน งดเว้นจากอทินนาทาน ถือเอาแต่สิ่งของที่เขาให้ หวังแต่สิ่งของที่เขาให้ มีตนไม่
    เป็นขโมย สะอาดอยู่ตลอดคืนและวันนี้ เราชื่อว่ากระทำตามพระอรหันต์แม้ด้วยองค์นี้ และ
    อุโบสถชื่อว่าจักเป็นอันเราเข้าอยู่แล้ว อุโบสถประกอบด้วยองค์ที่ นี้ ฯ
    ฯลฯ พระอรหันต์ทั้งหลายละอพรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ประพฤติห่างไกล เว้นจาก
    เมถุนอันเป็นธรรมของชาวบ้านตลอดชีวิต ในวันนี้ แม้เราก็ละอพรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ประพฤติห่างไกล เว้นจากเมถุนอันเป็นธรรมของชาวบ้านอยู่ ตลอดคืนและวันนี้ เราชื่อว่ากระทำ
    ตามพระอรหันต์ทั้งหลายแม้ด้วยองค์นี้ และอุโบสถชื่อว่าจักเป็นอันเราเข้าอยู่แล้ว อุโบสถ
    ประกอบด้วยองค์ที่ นี้ ฯ
    ฯลฯ พระอรหันต์ทั้งหลายละมุสาวาท งดเว้นจากมุสาวาท พูดแต่คำสัตย์ ส่งเสริม
    คำจริง มั่นคง ควรเชื่อถือได้ ไม่กล่าวให้คลาดจากความจริงแก่โลกตลอดชีวิต ในวันนี้ แม้เรา
    ก็ละมุสาวาท งดเว้นจากมุสาวาท พูดแต่คำสัตย์ส่งเสริมคำจริง มั่นคง ควรเชื่อถือได้ ไม่
    แกล้งกล่าวให้คลาดจากความจริงแก่โลกตลอดคืนและวันนี้ เราชื่อว่าทำตามพระอรหันต์ทั้งหลาย
    แม้ด้วยองค์นี้ และอุโบสถชื่อว่าจักเป็นอันเราเข้าอยู่แล้ว อุโบสถประกอบด้วยองค์ที่ นี้ ฯ
    ฯลฯ พระอรหันต์ทั้งหลาย ละการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
    งดเว้นการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทตลอดชีวิต ในวันนี้ แม้เรา
    ก็ละการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุรา
    และเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทตลอดคืนและวันนี้ เราชื่อว่ากระทำตามพระอรหันต์
    ทั้งหลายแม้แม้ด้วยองค์นี้ และอุโบสถชื่อว่าจักเป็นอันเราเข้าอยู่แล้ว อุโบสถประกอบด้วย
    องค์ที่ นี้ ฯ
    ฯลฯ พระอรหันต์ทั้งหลายเป็นผู้บริโภคอาหารครั้งเดียว งดบริโภคอาหารในกลางคืน
    เว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาลอยู่ตลอดชีวิต ในวันนี้ แม้เราก็บริโภคอาหารครั้งเดียว
    งดการบริโภคอาหารในกลางคืน เว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล ตลอดคืนและวันนี้
    เราชื่อว่ากระทำตามพระอรหันต์ทั้งหลายแม้ด้วยองค์นี้ และอุโบสถชื่อว่าจักเป็นอันเราเข้าอยู่
    แล้ว อุโบสถประกอบด้วยองค์ที่ นี้ ฯ
    ฯลฯ พระอรหันต์ทั้งหลายงดเว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง การประโคม ดูการเล่นอัน
    เป็นข้าศึก และการทัดทรง ประดับตบแต่งด้วยดอกไม้ ของหอมและเครื่องลูบไล้อันเป็นฐาน
    แห่งการแต่งตัวตลอดชีวิต ในวันนี้ แม้เราก็งดเว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง การประโคม
    ดูการเล่นอันเป็นข้าศึก และงดเว้นการทัดทรงประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ ของหอม และ
    เครื่องลูบไล้ อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว ตลอดคืนและวันนี้ เราชื่อว่ากระทำตามพระอรหันต์
    ทั้งหลายแม้ด้วยองค์นี้และอุโบสถชื่อว่าจักเป็นอันเราเข้าอยู่แล้ว อุโบสถประกอบด้วย องค์ที่๗
    ฯลฯ พระอรหันต์ทั้งหลายละการนั่งการนอนบนที่นั่งที่นอนสูงใหญ่ งดเว้นจากการนั่ง
    การนอนบนที่นั่งที่นอนสูงใหญ่ สำเร็จการนั่งการนอนบนที่นั่งที่นอนต่ำ คือ บนเตียงหรือเครื่อง
    ลาดด้วยหญ้า ตลอดชีวิต ในวันนี้ แม้เราก็ละการนั่งการนอนบนที่นั่งที่นอนสูงใหญ่ งดเว้น
    จากการนั่งการนอนบนที่นั่งที่นอนสูงใหญ่สำเร็จการนั่งการนอนบนที่นั่งที่นอนต่ำ คือ บนเตียง
    หรือเครื่องลาดด้วยหญ้าตลอดคืนและวันนี้ เราชื่อว่ากระทำตามพระอรหันต์ทั้งหลาย แม้ด้วย
    องค์นี้ และอุโบสถชื่อว่าจักเป็นอันเราเข้าอยู่แล้ว อุโบสถประกอบด้วยองค์ที่ ๘นี้
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 16 มิถุนายน 2013
  10. tokyoo2

    tokyoo2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กันยายน 2012
    โพสต์:
    561
    ค่าพลัง:
    +419
    เรานับตามเกณฑของพระอรหันทั้งหลาย ที่พระองค์ให้ใช้เป็นมารตรฐาน
    อุโบสถองค์ที่6นี่ พระอรหันต์ทั้งหลายฉันอาหารวันละมื้อเราก็ต้อง1มื้อไม่ใช่2

    นี่ ไม่ได้นับจากgoogle. หรือใครๆในโลก ไม่ว่าเทพ มาร พรหม. นับพระอรหันต์ทั้งหลายที่บัญญัติไว้ ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันตรงนี้ ไม่ใช่ตามฉัน ตามใคร เมื่อพูดไม่ตรงก็มีอย่างเดียวคือ กล่าวผิด
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 16 มิถุนายน 2013
  11. tokyoo2

    tokyoo2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กันยายน 2012
    โพสต์:
    561
    ค่าพลัง:
    +419
    คุณหมาน
    นั้นมันวิมารอันว่างเปล่า
    . คุณไปเข้าใจปราสาทแก้วเป็นนิพพานได้อย่างไร รูปทั้งหลายเป็นบ่วงของมาร เป็นที่เที่ยวหากินของมาร มีการล่อหลอกให้หลงเป็นธรรมดา เมื่อรูปมี ความตายจึงมี. ผู้ที่ให้ตายจึงมี รูปไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เมื่อยึดซึ่งรูปย่อมไม่พ้นไปจากชาติชรามรณะ
    คุณหมานเเทบไม่ได้อะไรเลยเเม้เเต่โลกอื่่นนะนิ. นิพพานไม่สามารถเห็นได้ หรือถึงด้วยการไป
    สีสรรวรรณะ ยศต่างๆ การเเสดงออกถึงร่างกายใหญ่โต เป็นสมมุติทั้งนั้น ยังมีความต่างอยู่ ยังมีเหตุให้เกิดทุกข์อยู่ เช่นนันทิ ราคะ

    วิมุติไม่มีความต่างแล้ว หมดเชื้อของการเกิดทั้งปวง คือนิพพาน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 16 มิถุนายน 2013
  12. ธรรมภูต

    ธรรมภูต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    3,621
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +2,192
    พระพุทธเจ้ากล่าวธรรมอย่างนี้ไม่เคยเจอ ลงท้ายจะต้องด่าทุกครั้ง
    ^
    ต้องยอมใจจริงๆ "เด็กว่าดื้อ ใครก็ไม่รู้ดื้อจน...ยิ่งกว่าเด็กเสียอีก

    ต้องยอมใจจริงๆ "เด็กว่าดื้อ ใครก็ไม่รู้ดื้อจน...ยิ่งกว่าเด็กเสียอีก

    ต้องยอมใจจริงๆ "เด็กว่าดื้อ ใครก็ไม่รู้ดื้อจน...ยิ่งกว่าเด็กเสียอีก
    ^
    เพิ่งรู้จริงๆนะว่า นี่อะนะคำด่า คำตำหนิที่หวังดีแท้ กลับกลายเป็นคำด่าไปซะงั้น

    ใครที่ทำอะไรโดยขาดเหตุผล ขาดสำนึก ล้วนดื้อทั้งนั้น ส่วนใครจะเจ็บนั้นช่วยไม่ได้จริงๆ

    คนที่มีหลักเหตุผล รู้ว่าอะไรควรเชื่ออะไรไม่ควรเชื่อ ไม่ใช่งมงายเชื่อเพราะถูกครอบงำมา55+

    เจริญในธรรมสำหรับคนที่วิจารณาญาณต่ำทุกๆท่าน
     
  13. ธรรมภูต

    ธรรมภูต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    3,621
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +2,192
    เฮ้อ!!!...ท่านพระพุทธพจน์ชัดขนาดนี้ แบบที่เด็กป.๔ยังเข้าใจได้
    V
    V

    เรานั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส
    อ่อน ควร แก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ จึงโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ
    ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
    เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา

    เมื่อเรานั้นรู้เห็นอย่างนี้ จิตจึงหลุดพ้นแล้ว
    แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ

    ^
    ^
    เรานั้นคือจิตของตนที่บริสุทธิ์ใช่หรือไม่?
    เมื่อเรานั้นรู้เห็นคือ จิตของตนที่หลุดใช่หรือไม่?

    เจริญในธรรมที่สมควรแก่ธรรม
     
  14. ธรรมภูต

    ธรรมภูต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    3,621
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +2,192
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้อรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์
    เสร็จกิจที่ต้องทำแล้ว ปลงภาระลงแล้ว บรรลุถึงประโยชน์ของตนแล้ว

    ^
    ^
    พวกอนัตตาตกขอบ ลองตอบที่สิว่า
    คำว่า"บรรลุประโยชน์ตนได้ด้วยหรือ"?
    ในเมื่อพวกอนัตตาตกขอบเชื่อแบบงมงายว่า"ไม่มีตน" "ไม่ใช่ตน"

    ควรเชื่อ"อาจาริยวาท "อัตโนมัติอาจารย์"ดีกว่า
    หรือควรเชื่อพระพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้ดีแล้ว
    "ใครทำอะไรไว้ ย่อมต้องได้รับผลแห่งการกระทำเช่นนั้น"

    ถ้าจิตที่ปฏิบัติจนหมดความยึดมั่นถือมั่นในตนทั้งหลาย
    แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ ได้ความบริสุทธิ์หลุดพ้นแล้ว

    ยังไม่สามารถรับผลการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของตน
    ถึงการบรรลุพระนิพพานได้(บรรลุถึงประโยชน์ของตน)
    อย่าไปทำอะไรเลยดีกว่า"เหนื่อยเปล่า" ทำไปก็ไม่ได้รับอยู่ดี
    ทั้งๆที่กว่าปฏิบัติจะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นลงได้แถบล้มตาย

    ต้องยอมใจจริงๆ "เด็กว่าดื้อ ใครก็ไม่รู้ดื้อจน...ยิ่งกว่าเด็ก"เสียอีก
    เจริญในธรรมสำหรับคนที่วิจารณาญาณต่ำทุกๆท่าน
     
  15. tokyoo2

    tokyoo2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กันยายน 2012
    โพสต์:
    561
    ค่าพลัง:
    +419
    พระเดชพระคุณได้พบมหาบุรุษที่มีท่าทางสง่าดุจพรหม หรือ ผู้หญิงที่มีทรวดทรงสวยงาม?
    คุณหมาน เรื่องมีมาเเล้ว พยามารติดตามพระพุทธเจ้ามาตลอด7ปี ก็ยังไม่ได้ช่อง คอบสบช่องตลอดเวลา แปลงกายเป็นพญาช้าง พญางู ชาวนา ทำเป็นหวังดีบ้าง จนกระทั้ง มารที่เป็นผู้หญิง มารราคะ มารนันทิ แปลงกายเข้าไปหาพระองค์ โดยอาการที่ฤาษีชีไพร ก็ตะบะเเตกมานักต่อนักเเล้ว. เเต่ทำอะไรพระองค์ไม่ได้
    พระพุทธองค์ถึงสอน รูป ฯ เป็นของมาร เมื่อสบโอกาส มารจะทำตามอำเภอใจ อะไรก็ได้
    โดยเฉพาะ รูปผู้หญิงเนี่ย ถึงเเม้ว่าเจ้าตัวจะบวมเขียวขึ้นอึดไปแล้วก็ตามก็ทำให้กำหนัดได้อยู่ เเล้วยิ่งเห็นขัดๆก็ทำให้กำหนัดได้เลย ถ้าสังโยชน์เบื้องต่ำยังไม่ถูกละ
    .ในหลักการสอนต่างๆก็แปลกๆ เช่นคาถาเงินล้านอะไรพวกนี้ ไม่ใช่เพื่อออกจากสังสารวัฏอะไรเลย เเต่มันเป็นอุปทานขันธ์. ซึ่งน่าแปลกอหลายๆเรื่อง

    เพราะฉนั้นในเรื่องนี้คุณหมานเอง ยังมีความสงสัยเคลือบเเคลงตรงไหน. เอามาเเสดง หรือคิดว่าตรงไหนเด็ดสุดที่เมื่อเห็นเเล้ว ผมจะต้องเชื่อตามคุณจนโงหัวไม่ขึ้นก็นำมาได้เลย
     
  16. somchai_eee

    somchai_eee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    332
    ค่าพลัง:
    +413
    ยังใช้ตรรกะ แบบโลกๆ คาดคะเน จึงไม่จบสิ้น....
     
  17. ธรรมภูต

    ธรรมภูต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    3,621
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +2,192
    ^
    ^
    ชัดๆขนาดนี้ ยังกล้าบอกว่าคาดคะเนอีกหรือ?
    ล้วนมาจากพระพุทะพจน์และพุทธภาษิตทั้งสิ้น

    เจริญในธรรมที่เป็นสัจธรรมทุกๆท่าน
     
  18. ธรรมภูต

    ธรรมภูต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    3,621
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +2,192
    คนลองขาดสำนึกความผิดชอบชั่วดีก็คิดกันเอาเองนะ

    ความคิดเห็นที่ 1

    แต่จิตท่านจะเป็น อนัตตา เข้าใจไหม

    จากคุณ : รักอิงคนเดียว
    เขียนเมื่อ : 25 มิ.ย. 54 19:01:11

    ^
    ความคิดเห็นส่วนตัวของจขกท.เอง มั่วแบบตัดต่อเอง แอบอ้างเอา
    ส่วนความคิดเห็นที่๒และ๓นั้นใช่


    ******
    ^
    ^
    ของถูกต้องคือ จิตคือเรา เราคือจิต ที่เรียกว่า อทิสมานกาย ฉะนั้นจิตไม่ใช่อนัตตา
    เฮ้อ!!!ต้องยอมใจจริงๆ "เด็กว่าดื้อ ใครก็ไม่รู้ดื้อจน...ยิ่งกว่าเด็กเสียอีก

    เจริญในธรรมที่เป็นสัจธรรมทุกๆท่าน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 16 มิถุนายน 2013
  19. โฮดี้โจนส์

    โฮดี้โจนส์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,152
    ค่าพลัง:
    +1,487
    อันนี้ น่าสนใจมาก ขอพูดถึงประเด็นที่ยกขึ้นมาหน่อยนะ คือประเด็น"จิตไม่เกิดไม่ดับ แต่โยกย้ายไปตามอารมณ์"
    อันนี้ผิดแน่นอน เป็นการตีความแบบผิดๆๆ ถ้ามองในมุมพุทธศาสนาแบบเถรวาทเรา

    ทีนี้ต้องระวัง จะมีบางพวกใช้คำว่าจิตหนึ่ง จิตเดิมแท้ ตถาคตครรถ์ อาลยวิญญาณ (เช่นมหายานบางสำนัก)
    ซึ่งไม่ได้มีความหมายเดียวกับ จิต อัตตา อะไรทำนองนี้ในความหมายของเรา เป็นคนละความหมายกับจิตในความหมายของเรา


    อันนี้เป็นลูกเล่นที่ใช้ในความหมายเดียวกับ ความว่าง เขาพัฒนากันขึ้นมาภายหลังตามถิ่นที่ต่างออกไป ใช้ในความหมาย คือว่างจากการแบ่งแยกทั้งปวง เข้าทำนองสุญญตา นั้นเอง จึ่งไม่ได้หมายความถึงอสังขตธรรม หรือ สังขตธรรม แต่ถือว่า ว่างจากทั้งคู่ คือว่างจากความคิดปรุงแต่งที่ไปแบ่งแยกว่าเป็นอสังขตธรรม สังขตธรรม นั้นแหละคือธรรมชาติเดิมแท้ของสิ่งทั้งปวง



    ส่วนพวก ที่กล่าวว่า "จิตไม่เกิดไม่ดับ แต่โยกย้ายไปตามอารมณ์"
    พวกนี้จริงๆๆ ได้อิทธิผลมาจากมหายาน บางลัทธิโดยเฉพาะ มหายานจากจีนนั้นเอง ที่ได้ให้อิทธิผลมา เพราะเป็นลักษณะเฉพาะของมหายานแบบจีน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า ตีความคำว่า จิตในความหมายใด ถ้าตีความในความหมายเหมือนอัตตา ของพราหณ์ ย่อมผิดจากพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม แบบที่อยู่ในบาลีนั้นเอง รวมไปถึงนิกายมหายานอีกหลายนิกายด้วย(เช่น วิญญาณวาทิน มาธยมิกะ เซน)

    พวกนี้จะพบในนิกายสัทธรรมปุณฑริก นิกายมี่จง นิกายอวตังสกะ ของจีน เป็นต้น เป็นแนวคิดที่มีลักษณะเฉพาะของพุทธศาสนาในจีนบางนิกาย(เท่านั้นหรือเป็นต้นแบบ) พวกนี้เรียกว่า พวกจิตตอมตวาทิน ที่ว่า จิตอมตะ จิตเป็นผู้รู้ขันธ์ ผู้ปล่อยขันธ์ จิตจึ่งไม่ใช่ขันธ์ 5 ไม่ใช่แท้วิญญาณในขันธ์5 จัดเป็นสมบรูณ์นิยม ซึ่งไม่ใช่แนวคิดเดิมของพุทธศาสนามหายานแบบอินเดีย ที่จีนไปรับมา

    เข้าใจว่าที่ว่ามีอาจารย์บางสำนักคิดเพิ่มเข้ามาอีกว่าจิตไม่เกิดไม่ดับ แต่โยกย้ายไปตามอารมณ์ก็คงได้อิทธิผล มาจากมหายานเหล่านี้นั้นเอง ในลักษณะที่เอาเข้ามาโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่มีความเข้าใจในความคิดของมหายานด้วย โดยเขาว่า "จิตนี้เที่ยงเป็นอมต จิตเป็นแก่นไตรภพ นิพพานคือจิต จิตคือนิพพาน จิตไม่ตาย ที่ตายไม่ใช่จิต เป็นอาการของจิต คือ วิญญาณ วิญญาณไม่ใช่ตัวจิต เป็นอาการของจิต" รู้ไหมครับว่าอ.เหล่านี้ในเมืองไทยเอาความเข้าใจนี้มาจากไหน?

    เขาเอามาจากหนังสือเพชรในหินของกรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชานี้แหละต้นตำหรับ และกรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา ก็ไปเอามาจาก ตำราฝรั่ง อีกที ฝรั่งยุคบุกเบิก ที่ยังศึกษาพระพุทธศาสนาไม่คล่องแต่สนใจปรัชญาตะวันออกคืออินเดียมาศึกษาฮินดู แล้วพอมาจับพระสูตรในพระพุทธศาสนาก็ตีความเข้าทำนองฮินดู เลย ทั้งพระสูตร(สันสกฤต)นี้มันหายไปจากอินเดียหมดแล้ว ฝรั่งจะเอามาจากไหนครับก็เอามาจากจีน นั้นแหละในยุคแรกมันเลยเขียนไปทำนองลัทธฺนี้ค่อนข้างมาก

    แล้วหนังสือเล่มนี้ เพชรในหิน มีอิทธิผลมากนะครับ อ.บางพวก(ในไทย)ก็เลยเอาความคิดมาโดยไม่รู้ที่มาของความคิด


    ทีนี้ คุณจิตสิงห์ยกเอา

    ศรีมัทรภัควคีตา ขึ้นมาอันนี้น่าสนใจที่จะพูดต่อ จะได้ช่วยหลายๆๆคนที่ยังมึนๆๆเอาแน่กะชีวิตไม่ถูกได้

    อัธยายที่ ๔ บทที่ ๖

    "ผู้บำเพ็ญพรต หลุดพ้นจากกามและโกรธ ผู้อาจควบคุมจิตใจได้ และรู้แจ้งในอาตมันของตน
    ย่อมมี พรหม นิวาณ อยู่ในทุกหนแห่ง "

    ที่นี้ อันนี้เป็นใจความหลักชองปรัชญาฮินดู คีตา คือคัมภีร์ที่สรุป เอาอุปนิษัท ของฮินดูเอาไว้ซึ่งเป็นส่วนที่เน้นการปฏิรูปลัทธิพราหมญ์ เดิม
    บางเล่มมีอายุเก่าแก่กว่าพระพุทธศาสนา บางเล่มมีอายุหลังพระพุทธศาสนา ทีนี้ศรีมัทรภัควคีตา นั้นเป็นการสรุปคัมภีร์อุปนิษัท ตามทัศนะของลัทธิสางขยะ และ โยคะ
    ฮินดูมี หก ลัทธินะครับ ลัทธิสางขยะ น่าสนใจตรงที่ ครูของพระพุทธเจ้าอุทกดาบส อาฬารดาบส เป็นเจ้าลัทธินี้คนหนึ่ง ลัทธิสางขยะคนก่อตั้งคือฤาษีกบิละ เป็นคนเดียวกับที่ตั้งชื่อเมืองของพวกศากยะ ว่าเมืองกบิลพัสดุ์
    ดั้งนั้นพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาภายใต้อิทธิผลของลัทธินี้ พระราชบิดา หรือ มารดาก็นับถือลัทธินี้นั้นแหละ
    ที่นี้ลัทธิโยคะ นั้นเป็นภาคปฏิบัติของลัทธิสางขยะ นี้นั้นเอง สมถภาวนาที่เราปฏิบัติกันอยู่พระพุทธเจ้าก็ยืมมาจากลัทธิโยคะนะครับ

    ที่นี้ ลัทธิสางขยะ และโยคะ ว่าไง เขาก็ว่าในตัวเรานี้มีอาตมัน คุณจะเรียกวิญญาณ เรียกจิตก็ได้ ที่ตายข้างภพข้ามชาติไปเพราะมีอวิชชา ร่างเดิมสลายไป กรรมที่เคยทำมานี้แหละจะส่งให้ตัวตนนี้ไปเกิดใหม่ ตราบเท่าที่ยังไม่อาจจะละตัญหาได้ ถ้าคุณละตัญหาคุณก็ไม่ต้องเกิดใหม่อีก ซึ่งตรงนั้นคุณต้องมีปัญญา เพื่อทำลายอวิชชา และ ปัญญาตรงนั้นก็คือการรู้แจ้งว่าคุณไม่มีอาตมันของคุณเอง อาตมันทั้งหลายมาจากอาตมันสากล(พรหม) ที่ไม่เกิดไม่ดับเป็นอมตะ เที่ยงแท้ทำลายไม่ได้ แบ่งแยกไม่ได้ เป็นอณูที่แทรกซึมทุกสิ่ง เมื่อคุณรู้แจ้งตรงนั้นแหละคุณจะรู้ว่าคุณจะเอาอาตมันของคุณกลับไปรวมกับ อาตมันสากลได้ยังไง

    ดั้งนั้นสาระของปรัชญาจึ่งสรุปได้ว่า"สูเจ้านั้นแหละคือพรหม"

    ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านไม่เห็นด้วย ท่านก็จากมามาแสวงหาของท่านเอง ท่านรู้ว่าจริงอยู่ที่ ถ้าคุณเข้าใจแบบนั้นคุณจะละความยึดมั่นในตัวกูของคุณได้เพราะตัวกูของคณไม่มีมีแต่ตัวกูสากล ลดความเห็นแก่ตัวได้ แต่ตราบใดที่ยังมีความคิดว่ามีตัวกูสากล คุณก็ยังไม่อาจจะละจากความทุกข์ได้อย่างแท้จริง เพราะอะไร เพราะถึงแม้จะไม่มี ตัวกู ที่เป็นของคุณจริง แต่การที่ยังคงเหลือความคิดว่ามีตัวกูสากลอยู่ก็เท่ากับ ยังเป็นการหล่อเลี้ยงความยึดมั่นในตัวกูที่เป็นของเราไว้ไม่ได้หมดสิ้นไปจริงๆๆเพียงแต่เปลี่ยนเป้าไปที่ตัวกูสากล ทำแบบนี้กำจัดความยึดมั่นถือมั่นในกูได้ไหม ไม่ได้เพราะลึกๆๆแล้ว ยังเหลือความคิดว่า มีกูที่ต้องการจะบรรลุกูสากลที่ยิ่งใหญ่ที่เป็นอมตะอยู่ กูยังมีความอยากได้อยากมีอยู่ การทำแบบนี้จึ่งเปรียบเสมือนการตัดบัวยังเหลือใย

    นี้แหละประเด็น จากนั้นท่านไปดู ความจริงของธรรมชาติท่านรู้เลยนะว่าไม่มีตัวกู แม้แต่ตัวกูสากล(ที่แท้จริง) เพราะตัวกูนั้นมันมาจากเหตุปัจจัย ตัวกูที่แท้จึ่งมีไม่ได้ และเพราะขึ้นกับปัจจัยตัวกูจึ่งไม่เที่ยงต้องเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไป เมือแยกปัจจัยออกจากกันกูก็ไม่มี ไม่ว่าจะทอนลงไปเท่าไหนก็จะหาสิ่งที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่แท้จริงที่เป็นตัวตนที่แท้จริงไม่ได้ มีแต่กระแสเหตุปัจจัยหรือสักแต่ว่าเป็นอิทัปปัจจยตาเท่านั้น
    พระพุทธเจ้าไม่บอกว่า นัตถิกะ ถ้านัตถิกะ เป็นคำปฏิเสธเด็ดขาดว่าว่าง เหมือน สุญญากาศ นี่ไม่มีอะไร มันเวิ้ง ๆ โล่ง ๆ ไม่ใช่อย่างนั้น อนัตตาแปลเพียงว่า ไม่มีอัตตาที่เที่ยงแท้เท่านั้น อัตตามีอยู่ แต่ความมีอยู่ของ อัตตา ไม่ใช่อัตตาที่แท้จริง นี้แหละประเด็น
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 มิถุนายน 2013
  20. somchai_eee

    somchai_eee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    332
    ค่าพลัง:
    +413

    จิตเป็นเรา เราเป็นจิต หากยังมีเรา ก็เวียนว่ายไปตามเรานั้นแล...
     

แชร์หน้านี้

Loading...