ธรรมทั้งหลาย มิใช่ อัตตา

Discussion in 'อภิญญา - สมาธิ' started by Samarnl, Jun 3, 2013.

  1. จิตสิงห์

    จิตสิงห์ เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    May 12, 2011
    Messages:
    619
    Ratings:
    +687
    [​IMG]

    เอารูปมาฝาก แก้เครียส

    ไม่ฟังกัน ก็อุเปกขาดีกว่า
     
  2. deemonster

    deemonster เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Jan 16, 2007
    Messages:
    0
    Ratings:
    +805
    ก็ต้องลองดู ตรงที่ว่า
    ***
    อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์
    อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
    ***
    พี่เตชว่าอนัตตายังอยู่ไหมครับ
     
  3. เตชพโล

    เตชพโล เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Feb 19, 2010
    Messages:
    267
    Ratings:
    +1,431
    อนัตตามันมีตัวมีตน เป็นตัวเป็นตนของเราเหรอ มันถึงต้องยังอยู่
     
  4. deemonster

    deemonster เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Jan 16, 2007
    Messages:
    0
    Ratings:
    +805
    พี่ลองอธิบาย เห็นอยู่อย่างนี้ หน่อยสิครับ
    ท่านเห็นอะไร
     
  5. deemonster

    deemonster เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Jan 16, 2007
    Messages:
    0
    Ratings:
    +805
    ทีนี้ ผมพอระลึกได้อีกบทหนึ่ง
    ลองดูครับ
    ***อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ ความว่า จงยังกิจทั้งปวงให้สำเร็จด้วยความไม่ไปปราศจากสติ.***
    คัดส่วนหนึ่งจาก
    http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=10&i=67&p=5
     
  6. เตชพโล

    เตชพโล เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Feb 19, 2010
    Messages:
    267
    Ratings:
    +1,431
    มันเห็นมันก็แค่เห็นแหละ
    ถ้าไม่ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นก็ถึงนิพพานไม่ได้
    มันต้องปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นก่อน
    ถึงจะถึงนิพพาน
     
  7. เตชพโล

    เตชพโล เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Feb 19, 2010
    Messages:
    267
    Ratings:
    +1,431
    ก็อันเดียวกับ สติ สัพพัตถะ ปัตถิยา นั่นแหละ
     
  8. เตชพโล

    เตชพโล เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Feb 19, 2010
    Messages:
    267
    Ratings:
    +1,431
    ดูหัวใจตัวเองด้วยความมีสตินั่นแหละ
    ใจมันตรงหรือมันคดโค้ง
    ดูที่หัวใจตัวเองนั้นแหละ ดูด้วยความมีสติ
     
  9. เตชพโล

    เตชพโล เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Feb 19, 2010
    Messages:
    267
    Ratings:
    +1,431
    เอานะถ้าหมดคำถามขอตัวก่อน
    ถ้าไม่ทำสติให้ต่อเนื่องสติมันไม่ต่อเนื่องเองให้หรอกนะ
    กิเลสมันหลอกเอาจนวันตายนั่นแหละว่าสติมันจะต่อเนื่องได้เอง
     
  10. Samarnl

    Samarnl เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Jun 27, 2010
    Messages:
    2,287
    Ratings:
    +4,704
    ที่ยกมาให้วินิจฉัยนั้น

    "สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
    สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา"

    ครั้งนั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร
    เรื่องอนัตตาในขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
    ต่อเหล่าพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ จนสำเร็จพระอรหันต์
    พระองค์ได้เพียงแสดงแต่เหตุ

    จุดมุ่งของพระสูตรนี้ ต้องการที่จะชี้ อนัตตา
    เพราะได้มีความเข้าใจในเรื่องอัตตาที่แปลกันว่า ตัวตน
    และมีความเชื่อมั่นกันอยู่หลายแห่ง แต่เมื่อสรุปแล้วก็มักจะมี ทิฏฐิ คือ
    ความเห็นกันอยู่ ๒ อย่าง คือ
    ๐ สัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยง อย่าง ๑
    ๐ อุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่าขาดสูญอย่าง ๑

    ในทางพระพุทธศาสนาแสดงว่า ความเห็นทั้ง ๒ นี้เป็น มิจฉาทิฏฐิ
    คือความเห็นผิด ทั้ง ๒ อย่าง คือ
    ๐ เห็นว่าเที่ยงก็ผิด ๑
    ๐ เห็นว่าขาดสูญก็ผิด ๑

    เพราะทางพระพุทธศาสนาไม่ยอมชี้ว่ามีอะไรเป็นอัตตาคือตัวตน
    ที่จะให้เป็นที่ตั้งของอุปาทาน คือ ความยึดถืออยู่ในสิ่งนั้นเองยังมีอุปาทาน
    คือความยึดถืออยู่ ก็ยังไม่สิ้นกิเลสและสิ้นทุกข์ เพราะความยึดถือนั้น

    พระองค์ได้ทรงแสดงผลทีเกิดขึ้นแก่ปัญจวัคคีย์ เกิดความรู้เห็นชอบดั่งกล่าวมานั้น
    เมื่อได้สดับแล้วอย่างนี้ ย่อมเกิดนิพพิทา คือ ความหน่ายในรูป หน่ายในเวทนา
    หน่ายใน สัญญา หน่ายในสังขาร หน่ายในวิญญาณ เมื่อหน่ายก็ย่อมสิ้นราคะ
    คือ สิ้นความติด ความยินดี ความกำหนัด เมื้อสิ้นราคะ ก็ย่อมวิมุตติ คือ หลุดพ้น
    เมื่อวิมุตติ ก็ย่อมมีญาณ คือความรู้ว่าวิมุตติ หลุดพ้นแล้ว
    และย่อมรู้ว่า ชาติ คือ ความเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว
    ไม่มีกิจอื่น ที่จะพึงทำเพื่อความเป็นเช่นนี้อีกต่อไป.
     
    Last edited by a moderator: Jun 14, 2013
  11. เตชพโล

    เตชพโล เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Feb 19, 2010
    Messages:
    267
    Ratings:
    +1,431
    ต้องขยายความให้อีกหน่อย
    พระสูตรนี้ท่านชี้ อนัตตา ในขันธ์ ๕

    ไม่ใช่ชี้ นิพพาน เป็น อนัตตา
     
    • ถูกใจ ถูกใจ x 1
    • List
  12. Samarnl

    Samarnl เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Jun 27, 2010
    Messages:
    2,287
    Ratings:
    +4,704
    นอกประเด็น มันว่างก็เลยเอามาขบคิด
    การที่จะอนุโมทนากับใครนั้น ใช่ว่าจะเป็นบุญเสมอไป
    อนุโมทนา แปลว่า ยื่นชม ยินดี ยังทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
    หรือกุศลที่กำลังเกิดให้เจริญขึ้น กับการกระทำนั้นๆ กระทั้งตัวเราเอง หรือผู้อื่นกระทำ

    การยื่นชม ยินดี กับบุคคลอื่นที่กล่าวธรรมผิด หรือผู้ที่มีความเห็นผิด
    ผู้อนุโมทนาก็ย่อมชื่นชม ยินดีในความเห็นผิดด้วย แต่ในที่นี้ดูเหมือนว่าการที่กดปุ่มอนุโมทนานั้น
    เห็นว่าเป็นพวกกูจึงกดให้เพื่อให้กำลังใจ หรือเชียร์กันเอง ผิดถูกอย่างไรไม่สนใจ ขอให้เป็นพวกกูไว้ก่อน

    บางครั้งอ่านก็ยังไม่ทันจะจบ หรือพิจารณาในบทความนั้นๆ ว่าถูกต้องหรือเข้าใจผิดแต่อย่างใด
    ถ้าไม่ใช่พวกกูก็จะไม่กดให้ ถึงแม้จะถูกต้องก็ตามอาจเป็นเพราะไม่ใช่พวกกู
    ถ้าหากกาลเป็นเช่นนี้แล้วไซร้ ........กุศลที่จะเกิดกลับไม่ให้เกิด น้อมไปเอาอกุศลมาเกิดแทน

    การอนุโมทนาที่เป็นอกุศลนั้น เช่นว่า ลูกเราไปหาปลามาได้มาก
    ก็ยื่นชมยินดีว่าลูกเราเก่ง หรือเที่ยวไปบอกให้คนอื่นรู้ เพื่อให้เขาชื่นชมยินดีว่าลูกเราว่าเก่ง เป็นต้น
    อย่างนี้ก็คิดได้ว่าเอาสิ่งที่เป็นบาปไปเที่ยวให้ผู้อื่นอนุโมทนา จริงไม๊

    ลองวินิจฉัยกันดูเล่นๆ อาจจะได้เป็นประโยชน์กับตนเองบ้าง อ่านกันเล่นๆ อย่าเครียด
     
    Last edited by a moderator: Jun 14, 2013
    • ถูกใจ ถูกใจ x 1
    • List
  13. ธรรมภูต

    ธรรมภูต เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Aug 7, 2008
    Messages:
    3,621
    Featured Threads:
    1
    Ratings:
    +2,192
    ^
    ^
    เฮ้อ!!!...เก้อ-ยากจริงๆ มีทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ และสถานะ

    ท่านครับไม่ใช่ไม่ฟังอะไรใครๆเลย
    แต่ส่วนใหญ่เห็นชอบพูดแต่ในสิ่งที่ตนเองอยากพูดเท่านั้น
    เป็นคนฟังด้วยดีมาตลอด ถ้ามีเหตุผล
    ถ้าคนพูดๆโดยอยากพูด แต่ขาดเหตุผลตามความเป็นจริง จะเอาแค่ชนะคะค้านให้ได้เท่านั้นหละ
    โดยไม่เคยเอาสิ่งที่คู่สนทนานำมาเปรียบเทียบ กับที่พวกท่านเอามาลง ว่ามันขัดแย้งกันชัดๆ

    แม้อรรถกถาจารย์เอง ท่านยังคอยเตือนให้นำมา ตรวจสอบ เทียบเคียง
    กับสุตตะ๓ก่อนว่าลงกันได้หรือไม่?
    เมื่อลงกันไม่ได้ ไม่ว่าของอาจาริยวาท ของอัตโนมัติอาจารย์
    ให้เชื่อพระพุทธพจน์ไว้ก่อน ใครไม่เชื่อถือว่า "ผิด"

    แค่พระพุทธพจน์เท่าที่เคยนำลงให้เปรียบเทียบ ถ้าเป็นที่รักเหตุผลตามความเป็นจริงตริตรองตามได้
    และไม่ดื้อรั้น จะดันชนะให้ได้เพียงอย่างเดียวแล้ว ต้องยอมในรับหลักฐานที่นำมาแสดง

    หลักฐานทุกชิ้นไม่มีตัดต่อแต่งเติ่ม เหมือนของพวกท่านที่พยายามเถียงอยู่เลย

    ชิ้นแรก ในอนัตตลักขณสูตร เป็นพระชั้นต้นๆที่พระพุทธองค์ทรงเทศน์
    และเกิดพระอรหันต์ขึ้นในโลก พร้อมกันที่เดียว๖องค์ รวมพระพุทธองค์ด้วย
    เป็นพระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องอะไรเป็นสำคัญจึงเกิดพระอรหันต์ได้?
    ว่าด้วยเรื่องลักษณาการของอนัตตาธรรมล้วนๆ ไม่มีส่วนแต่งเติมแอบแฝงเลย

    ชัดเจนว่า "สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา"ชัดๆ ไม่ต้องตีความใดๆเลย

    ชิ้นที่สองสำคัญ ใครขัดแย้งถือว่า"ผิด" อย่างไม่น่าให้อภัยเลยจริงๆ
    "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นอนัตตา พวกเธอควรละความพอใจ(ฉันทะ)ในสิ่งนั้นเสีย"
    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่มียกเว้นให้อรรถกถาจารย์รูปหรือคณะใดๆเลย ใช่หรือไม่?
    แต่อรรกถาจารย์ท่านดันรวมหัวกันวินิจฉัยเองว่า "นิพพาน เป็น อนัตตา"ใช่หรือไม่?
    ที่นี่ว่าดูสิว่าสมเหตุผลมั้ย? ในปาสาทสูตร พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ชัดเจนว่า
    "พระนิพพาน คือ วิราคธรรม" วิราคธรรมนั้นเป็นธรรมที่เลิศกว่าสังขตธรรมและอสังขตธรรมเหล่านั้น

    มาดูว่า พระพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไปนั้นจะเสียหายไปขนาดไหน?
    "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นวิราคธรรม(อนัตตา) พวกเธอจงละความพอใจ(ฉันทะ)ในวิราคธรรม(พระนิพพาน)นั้นเสีย"

    ชิ้นที่สาม สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ
    ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
    อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข
    เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา.
    "เมื่อใด บัณฑิตย่อมเห็นด้วยปัญญาว่า "ธรรม
    ทั้งปวงเป็นอนัตต," เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์,
    ความหน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทางแห่งความหมดจด."

    แก้อรรถ
    บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า สพฺเพ ธมฺมา
    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาขันธ์ ๕ นี้เอง.


    ถ้าไม่ใช่คนดื้อรั้นชนิดเข้าฝัก ที่เก้อ-ยากจริงๆแล้ว
    ต้องยอมรับเหตุผลตามความจริง ที่มีหลักฐานมายืนยันชัดเจน
    ถ้า"ไม่เชื่อถือว่า ผิด" อรรถกถาจารย์รับรองไว้เอง.
    หวังว่าทำให้หูตาน่าจะสว่างขึ้นได้บ้างนะครับ ท่านที่เคารพ

    เจริญในธรรมที่สมควรแก่ธรรมจริงๆสิ
     
    Last edited: Jun 14, 2013
    • ถูกใจ ถูกใจ x 1
    • List
  14. โฮดี้โจนส์

    โฮดี้โจนส์ เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Sep 26, 2011
    Messages:
    1,152
    Ratings:
    +1,487
    อนัตตลักขณสูตร มุ่งแสดงว่า ขันธ์5 ไม่ใช่ตัวตน
    จึ่งบ่งชี้ว่า มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง (ซึ่งเป็นลักษณะของสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมา สักแต่ว่าเป็นกระแสของเหตุปัจจัย)
    จึ่งสรุปว่า ตันตน(ที่แท้จริงในตัวมันเองโดยไม่อิงอาศัยสิ่งใด นั้นไม่มี)
    นี้แหละ คืออนัตตา

    ทีนี้ เพราะการใช้ตรรกะผิดจึ่งไปเหมาเอาเองว่า พอพระพุทธเจ้ามุ่งแสดงว่าขันธ์5 เป็นอนัตตา ก็ไปเหมาเอาว่า มีแต่ขันธ์5 เท่านั้นที่เป็นอนัตตา ซึ่งน่าหัวเราะ เลยได้ข้อสรุปว่า สิ่งที่นอกเหนือจากขันธ์5 อย่างนิพพานไม่เป็นอนัตตา ซึ่งผิด(ทางตรรกะ)

    เหมือนพูดว่า แมวเป็นสัตว์ แล้วสรุปว่ามีแต่แมวเท่านั้นที่เป็นสัตว์
    พอคนพูดถึงหมา ว่าเป็นสัตว์ก็อ้างว่าคราวที่แล้วคุณพูดว่าแมวเป็นสัตว์คราวนี้ ก็ต้องมีแต่แมวเท่านั้นซิที่เป็นสัตว์

    เป็นการทึกทักเอาเอง

    ใน พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เล่ม ๑๖ทสก-เอกาทสกนิบาต อาพาธสูตร พระพุทธเจ้ามุ่งแสดงความเป็นอนัตตาของทุกๆๆสิ่ง กล่าวคือทรงกล่าวว่า อายตนะ 12 เป็นอนัตตา ทรงชี้ให้เนแบบปกิเสธทุกรูปแบบในเรื่องว่านั้นนี้เป็นอัตตาที่แท้ กว้างเสียยิ่งกว่าอนัตตลักขณสูตร เสียอีก

    ขอให้สังเกตุว่า ธรรม นั้นถือว่าเป็นอายตนะ12เช่น เดียวกัน (รู้ได้ด้วยใจ)

    "ดูกรอานนท์ ก็อนัตตสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า จักษุเป็นอนัตตา รูปเป็นอนัตตา หูเป็นอนัตตา เสียงเป็นอนัตตา จมูกเป็นอนัตตา กลิ่นเป็นอนัตตา ลิ้นเป็นอนัตตา รสเป็นอนัตตา กายเป็นอนัตตา โผฏฐัพพะเป็นอนัตตา ใจเป็นอนัตตา ธรรมารมณ์เป็นอนัตตา (ดูเรื่องอายตนะ 12 ในหมวดธรรมทั่วไป ประกอบ ) ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ในอายตนะทั้งหลาย ทั้งภายในและภายนอก ๖ ประการเหล่านี้ ด้วยประการอย่างนี้ ดูกรอานนท์ นี้เรียกว่าอนัตตสัญญา ฯ"

    ธรรมที่ว่า นิพพานก็ดี จะไม่ใช่นิพพานก็ช่าง ต่างก็เป็นเพียงโวหารสมมติทางความคิดแยกแยะขึ้นมา เพื่อชี้ให้เห็นความจริงบางอย่าง(หรือลักษณะบางอย่างบางแง่มุของความจริงหนึ่งเดียว) ซึ่งบรรยายไม่ได้ ไม่ได้แยกขาดจากกัน ไม่ใช่ของคู่ ไม่ใช่หนึ่ง และไม่ใช่หลาย นั้นเอง จึ่งเอามายึดมาถือว่าเป็นความจริงแทนตัวความจริงที่ต้องการชี้ให้เห็นเสียเองไม่ได้(อุปมานิ้วชี้ไม่ใช่ดวงจันทร์) ไอ้ตัวประโยคท้ายนี้แหละคือ การหมายความว่าธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา สังขารธรรมก็ดี วิสั
    ขารธรรมก็ดี เป็นอนัตตา คือไม่ใช่สิ่งทีมีตัวตน มีสภาวะอะไรบางอย่างให้ไปยึด นี้คือหัวใจหลัก มุ่งแสดงว่าอย่าหลงไปยึด นี้แหละที่ว่าเป็นอนัตตาในความหมายนี้ คือ อย่าหลงไปยึด


    มันสักแต่ว่า เป็นแต่เพียงโวหารบัญญัติสมมติขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นว่าเป็นนั้นเป็นนี้ มันแยกได้แต่ในความคิดว่า นั้นเรียกว่าสังขารธรรม - นั้นวิสัขารธรรม นั้นนิพพาน-นั้นสังสารวัฏ นั้งสังขตธรรม-นั้นอสังขตธรรม เหล่านี้ เท่านั้น ไม่ใช่ความจริงสรรพสิ่งมันเป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้าจะให้พูดก็พูดว่ามันมีเพียงความว่าง หรือสักแต่ว่าเป็นความว่าง นั้นเอง แต่เพราะความฉลาดเพราะเล่ห์ความคิดเชิงแบ่งแยกของเรา(แล้วรู้ไม่เท่าทันนี้แหละคืออวิชชา)นั้นเองที่ไปมองว่ามันหลายหลาย กูไม่ใช่มึง มึงไม่ใช่กู ความคิดกู ความคิดมึง ของกู ของมึง คน สัตว์ เกิด ตาย ไป มา เป็นต้น

    จึ่งไม่พึ่งยึดถือ นี้คือความหมายของการแสดงว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา หรือก็คือไอ้ที่สมมติกันขึ้นมาโดยใช้ภาษา ใช้โวหารเพื่อเรียกนี้ สักแต่ว่าเป็นเพียงการแยก การชี้โ ดยใช้ความคิดใช้ภาษาถ่ายทอด ให้เห็นอะไรบางอย่างเท่านั้น แต่ไม่ใช่สิ่งนั้นจริงๆๆ ธรรมของจริงมันไม่ได้แยกกันเลย มันเป็นหนึ่งเดียวกัน มาตั้งแต่ต้น แต่ไอ้คนนี้แหละไปเอาชื่อยัดใส่มันไปจัดประเภท แบ่งแยกมัน และหลงทางไปทึกทักเอาว่ามันเป็นจริงอย่างงั้นตามที่ตัวเองคุ้นเคยเพราะการใช้ภาษา

    ในอลคัททูปมสูตร พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
    มีข้อความที่น่าสนใจว่า ธรรม(หมายถึงหลักธรรมต่างๆๆที่บัญญัติขึ้นมาใช้ในพระพุทธศาสนา)เป็นแต่เพียงพวงแพต้องฉลาดใช้แพข้ามฝั่ง ไม่ใช้เอาแพไปแบกไว้ แม้แต่ธรรมก็ต้องละจะกล่าวไปไยสิ่งที่ไม่ใช่ธรรม(ก็ยังเป็นธรรมอยู่ดี)

    จึ่งมีวินิจฉัยชี้หมายที่ว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ด้วยความหมายเช่นนี้
     
    Last edited: Jun 16, 2013
    • ถูกใจ ถูกใจ x 1
    • List
  15. จิตสิงห์

    จิตสิงห์ เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    May 12, 2011
    Messages:
    619
    Ratings:
    +687
    จริตเป็นอย่างไร กเห็นไปตามจริตนั้น

    เมื่อตาเห็น มันเลยปรมัตถ์ไป ข้ามสีไป เห็นเป็นภาพที่พอใจ ไม่พอใจแล้วไซ้ร

    มักแสดงออกนอกตัวไปตามจริต ก็ต้องดูท่าทีแสดงออกมาเมื่อรับรูปารมณ์นั้น

    ว่าผู้นั้น ยั้งกิเลสได้ หรือไม่ได้ ในระดับสติปัฏฐาน


    เหตุผลที่สอง เมื่อล่วงสิ่งที่ตาเห็นไปแล้ว สัญญาปรากฏทันที สิ่งนอนเนื่องก็คลุ้งขึ้นตามวิสัย

    ในระดับที่สองนี้ ก็วัดได้ว่ามีโยนิโสมนสิการหรือไม่

    อันที่จริงการโต้ตอบนั้นคงไม่ได้หมายเอาแพ้เอาชนะอะไร

    เพราะไม่เป็นประโยชน์อะไรต่อผู้กล่าว และผู้ฟัง

    อุปมา หากผลักผู้หนึ่งล้มเป็นผู้ไร้คุณวุฒิ วัยวุฒิ

    ประหนึ่งตัดสินว่าเราผู้ผลักนี้คือผู้สมบูรณ์แล้วสารพัดวุฒิ

    ก็ต้องพิจารณากันต่อไปว่า ผู้มีสารพัดวุฒินั้น มีทัศนะเยี่ยงไร


    ทีนี้เหตุผลก็ได้ให้ไปหมดแล้ว

    พระสูตรที่โยมยกมาอ้าง ก็แก้ให้แล้ว ตามที่ตอบอยู่หลายโพส

    ก็ลองสังเกตุตนดูว่า ตนกล่าวเองว่าพระพุทธพจน์กล่าวชัดเจน ไม่จำเป็นต้องตีความอะไร

    ซึ่งคำกล่าวนี้เป็นการปฏิเสธจุดยืนตน ในเรื่องไม่เอาอรรถกถา

    ต่อมา กลับนำอรรถกถามาสนับสนุน เพียงเพราะตรงใจกับทัศนะตน

    ทั้งที่จริง อรรถกถาอธิบายไว้มาก ว่าพระสูตรนี้พุทธพจน์นี้ หมายถึงอะไร เช่นคำว่าสังขารนี้ หมายถึงธรรมในระดับอะไร

    ก็ควรขวนขวายนำมาแสดงด้วย


    ในพระสูตรบทนี้ ที่ยกมา ท่านหมายเอาขันธ์ ๕ เมื่อพิจารณาตลอดพระสูตรแล้ว

    พระพุทธองค์ตรัสให้กัมมัฏฐาน ซื่งก็ชัดอยู่แล้วว่า ท่านหมายให้อารมณ์วิปัสสนา

    คือ พิจารณาขันธ์๕ โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

    ไม่ได้ให้สาวกไปพิจารอสังขตธรรมซึ่งเป็นธรรมส่วนผล


    และในคำว่า สัพเพธัมมาอนัตตา ก็พบมากในหลายพระสูตร

    บางพระสูตรท่านก็ตรัส ในระดับที่โกกุตระ ด้วย

    ซึ่งอรรถกถา ก็อธิบายแล้วว่า รวมถึงนิพพานด้วย ในคำว่าธัมทั้งปวง

    ซึ่งก็ได้ยกมาแสดงแล้ว

    ก็อยู่ที่ทัศนะ สารพัดวุฒิของผู้เสพ ว่าจะเลือกฟังอรรถกถาในส่วนที่ลงกับตนได้ หรือว่าลงกับพระธรรมได้

    กลับมาที่จุดเดิม ว่าจะเชื่อ แล้วเข้าใจอย่างไร

    นิพพาน เป็น นิพพาน ในมติอัตโนมัติอาจารย์

    หรือ นิพพาน ไม่ใช่อัตตา ในอรรถกถา ว่าอย่างไหนที่นำไปศึกษาได้ อย่างไหนลงกับพระธรรมได้ถูกต้อง


    เจริญพร
     
  16. โฮดี้โจนส์

    โฮดี้โจนส์ เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Sep 26, 2011
    Messages:
    1,152
    Ratings:
    +1,487
    แย้งคุณจิตสิงห์นิดหนึ่งครับ นิพพานไม่ใช่ธรรมส่วนผลครับ(สงสัยว่าเผลอใช้คำนี้) เพราะเป็นอสังขตธรรม มันไม่ได้เกิดมาจากปัจจัย อย่างการปฏิบัติบางแย่าแล้ว ทำให้เกิดผลคือนิพพานขึ้นมา อันนี้มีคนพูดทั่วไปแต่ผิดไปไกลเพราะเท่ากับนิพพานเป็นสังขตธรรมไปเสียถ้าพูดแบบนี้ เพราะเกิดจากเหตุปัจจัย กลายเป็นเดี๋ยวมีเดี๋ยวไม่มี พอไม่คนปฏิบัติธรรมก็ไม่มีนิพพานเสียเพราะไม่มีเหตุจะมีผลได้ไง นิพพานก็เลยกลายเป็นสังขตธรรม เหมือนอย่างอื่น
    เปรียบเทียบโดยอุปมา เหมือนคนทำถนนไปเชียงใหม่ ตัวเชียงใหม่ไม่ได้มีอยู่เพราะมีคนสร้างถนนไป แต่มันมีอยู่ของมันอย่างนั้น(ว่าอย่างสมมติ)ไม่ว่าจะมีคนสร้างถนนไปหรือไม่ ตัวผลจากการเดินไปน่าจะเป็นการไปถึงตัวเมืองเชียงใหม่มากกว่า ไม่ใช่ตัวเชียงใหม่เองเป็นผลจากการเดินไปตามถนน

    ตัวผลจริงๆๆ คือตัววิมุมติครับ(เหมือนที่วิมมุติก็เป็นปัจจัยของวิมุตติญาณทัสสนะอีกที) คือจิตเป็นอิสระ จากนั้นมันจะหยั่งลงในธรรมชาติของความเป็นอมตะ(ไม่เกิดไม่ตาย) หรือ นิพพานด้วยตัวของมันเอง

    นอกนั้นเห็นด้วยทุกประการ ที่เห็นคุณจิตสิงห์ตอบมา
    ส่วนพวกที่กวนมั่วๆๆ เหมือนรู้ ก็ช่างเขาเถอะครับ ......คนเรามันกลัวคนอื่นรู้ว่าตัวเองโง่ที่สุด เลยต้องพยายามพรางความโง่ความไม่รู้เสีย แล้ว ก็เลยกลายเป็นโง่จริงๆๆไปเลย
     
    Last edited: Jun 16, 2013
    • ถูกใจ ถูกใจ x 1
    • List
  17. Samarnl

    Samarnl เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Jun 27, 2010
    Messages:
    2,287
    Ratings:
    +4,704
    อสังขตธรรม คือธรรมที่ไม่ปัจจัยปรุงแต่ง
    ได้แก่ นิพพาน บัญญัติ เท่านั้น ที่ไม่เกิดไม่ดับ

    อาจารย์บางสำนักคิดเพิ่มเข้ามาอีกว่าจิตไม่เกิดไม่ดับ แต่โยกย้ายไปตามอารมณ์
    กลายเป็นว่าจิตเป็น อสังขตธรรม ไปเสียเลย ลูกศิษย์ลูกหาก็เชื่อตาม
    กรรมเป็นของลูกศิษย์ เวรเป็นของอาจารย์ผู้สั่งสอน

    อย่างนี้น่าจะต้องร้อง เฮ้อ !!! มากกว่าเป็นไหนๆๆ
     
  18. ธรรมภูต

    ธรรมภูต เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Aug 7, 2008
    Messages:
    3,621
    Featured Threads:
    1
    Ratings:
    +2,192
    เฮ้อ!!!

    คนโง่สี่จำพวก (บัญญัติโดยอรรถกถาหนูเล็กนิดเดียว)

    1. โง่ที่ยอมรับว่าตัวเองโง่ ย่อมฉลาดเข้าสักวัน

    2. โง่ที่ไม่รู้ว่าตัวเองโง่ อันนี้พอเข้าใจ

    3. โง่เพราะถูกครอบงำ สักวันคงพ้นได้

    4. โง่แล้วไม่ยอมรับว่าตัวเองโง่ ยังงี้จะว่าไง(เอาไงดีหว่า)

    ***ไวพจน์ของคำว่าโง่ ฉลาดน้อย โง่งมงาย โง่บรม โง่ดักดาน ฯลฯ ***

    ตามมติของอรรถกถาหนูเล็กนิดเดียว พวกที่4.นี้ควรให้อุ้ม...ไปแช่น้ำอาจ ถึงนิพพานพร้อมกันได้ ชาตินี้ไม่ทันชาติหน้าก็แล้วกัน(ท่านผู้ยิ่งใหญ่ในห้องศาสนา) 555+ไม่ว่ากัน ขออภัย

    http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2007/03/Y5247761/Y5247761.html

    พิจารณากันเองว่าอยู่ในจำพวกไหน เหนื่อpใจจริงกับพวกที่....

    เจริญในธรรมที่สมควรแก่ธรรมทุกๆท่าน
     
    Last edited: Jun 14, 2013
  19. Ndantchor

    Ndantchor เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Jul 22, 2012
    Messages:
    273
    Ratings:
    +1,123
    อืม...จริง

    ว่าแต่คุณธรรมภูต กับคนบัญญัติ อยู่จำพวกไหนอ่ะ

    ผมคงโง่ที่ถามกลับ ขำๆ ^^
     
  20. ฐสิษฐ์929

    ฐสิษฐ์929 เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Aug 29, 2012
    Messages:
    876
    Ratings:
    +1,844
    อัตตาและอนัตตา

    ธรรมย่อมมีทั้งอัตตาและอนัตตา
    เช่นว่า "อัตตาหิ อัตตาโนนาโถ" ธรรมนี้ย่อมเป็นอัตตา
    การไปถึงซึ่งอนัตตา ก็ต้องอาศัยตัวอัตตานี้ละเป็นตัวนำไป
    ธรรม 3 ประการได้แก่ กุศลธรรมมา อกุศลธรรมมา และอัพยากตาธรรมมา นั้น 2 ธรรมแรกเป็นอัตตา เป็นอนัตตาเฉพาะอัพยากตาธรรมมา
    หากว่าทุกธรรมเป็นอนัตตาทั้งหมด การทำดีหรือทำชั่วก็จะไม่มีอัตตาตัวรับผลซิครับ สวรรค์ นรก บุญ บาป ผลแห่งกรรมก็คงไม่มีเป็นแน่แท้
    อนันตตานั้นมีอยู่ก็จริง แต่ผู้ที่เข้าถึงอนัตตาก็มีแต่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพระพุทธเจ้า และพระอรหันตสาวกเท่านั้น
    เจริญในธรรม
     

Share This Page

Loading...