เรื่องเด่น นักปฏิบัติ ควรสังวร ระวัง อนันตริยกรรม!!!

Discussion in 'อภิญญา - สมาธิ' started by วิษณุ12, Sep 22, 2010.

Thread Status:
Not open for further replies.
  1. เตชพโล

    เตชพโล เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Feb 19, 2010
    Messages:
    267
    Ratings:
    +1,431
    ธรรมย่อมเป็นธรรม
    ธรรมย่อมเหนือโลก
    ธรรมย่อมเมตตาต่อโลก

    การแสดงออกของธรรมไม่เคยเป็นเสี้ยนหนามต่อโลก
    จะเป็นเสี้ยนหนามทิ่มแทงเฉพาะกิเลสเท่านั้น

    ธรรมท่านแสวงหาความไม่มี
    ถึงใครจะมีอะไรอย่างไร
    แต่ธรรมท่านไม่มี

    ตรงไปตรงมา
    ไม่มีพรรคมีพวก
    เมตตาเสมอราบเรียบไปหมด

    ไม่เป็นเสี้ยนหนามต่อผู้หนึ่งผู้ใด....
     
    • ถูกใจ ถูกใจ x 1
    • List
  2. หลบภัย

    หลบภัย เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Jun 15, 2009
    Messages:
    2,207
    Ratings:
    +3,123


    อย่างหลบภัย อย่าว่าแต่พระรัตนไตยอันนั้นของสูง แม้แต่เณรบวขเพียงวันเดียว
    หลบภัยก็ไหว้ด้วยใจ คือตัวแทนทางพระศาสดา กิ่งก้านสาขาของพระองค์
    แค่มองผ้าเหลืองใจก็ปิติ ยิ่งได้ภาวนาตามด้วยนะ
    ใจที่ร้อนรน กระหายมันก็ค่อยๆ ดับไป ....เราควรแยกแยะ ไม่งั้น
    จะมีศีลมาแบ่งแยกทำไมนะ ใช่ไหมคะ เราไหว้เพราะการนอบน้อม
    เพราะธรรมมันเกิดที่ใจ กระจายออกไป มันก็ดีเองแระเนอะ


    แม้แต่ลุงสับสน (เพราะเกิดมานานกว่า)ให้เกียรติในฐานะมีอายุกว่า
    หนูหลบภัยก็ไม่กล้าลบหลู่หรอกค่ะ
     
    • ถูกใจ ถูกใจ x 4
    • List
  3. สับสน!

    สับสน! เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Apr 2, 2010
    Messages:
    0
    Ratings:
    +3,984
    อารายยยยยย เรีกลุงเลยเหรอ ด่ากันชัดเจนแบบนี้ ..22 เอง !
     
  4. เตชพโล

    เตชพโล เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Feb 19, 2010
    Messages:
    267
    Ratings:
    +1,431
    บางทีคนดีที่ท่านมีปัญญา
    ท่านจะนำคนไม่ดีมาใช้งาน
    เพื่อให้คนไม่ดีได้กลับใจ
    ได้อานิสงส์จากการทำดีที่คนดีมอบหมายให้

    ความไม่ดี...ของคนไม่ดียังอยู่ในจิตของผู้นั้น
    แต่อานิสงส์ของความดีจะเข้าไปขัดเกลาเค้าเอง

    อย่าเสียเวลากับคนที่ทำดีแต่ใช้*วิธีอันธพาล
    เพราการสร้างบารมีที่ต้องการความสำเร็จโดยรวดเร็ว
    อาจต้องใช้คนเหล่านี้

    *แก้ไข
     
    Last edited: Sep 24, 2010
  5. หลบภัย

    หลบภัย เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Jun 15, 2009
    Messages:
    2,207
    Ratings:
    +3,123
    [FONT=’Cordia New’]อเวจีเป็นมหานรกที่ลึกที่สุดในบรรดาขุมนรกใหญ่ที่สุด ๘ ขุม นรกอื่นๆ ยังพอมีช่วงเวลาให้พักเหนื่อยจากการทรมานบ้าง แต่ในอเวจีมหานรกตั้งแต่ไปเกิดหาวินาทีที่จะผ่อนคลายจากการถูกทรมานไม่มีเลยจนกว่าจะตายไป ถามว่าจะตายเมื่อไหร่[/FONT][FONT=’Cordia New’]? โดยประมาณก็คือไปเกิดที่นั่นแล้วต้องอยู่อันตรกัปหนึ่ง ลึกรองจากอเวจีคือมหาตาปนนรกครับ สัตว์นรกขุมนี้มีชีวิตอยู่ในนรกขุมนี้ราวครึ่งอันตรกัป รองจากมหาตาปนนรกอีกทีคือตาปนนรก สัตว์ที่ไปเกิดในนรกขุมนี้มีชีวิตอยู่ราว 53,084,160,000,000,000, ปีมนุษย์[/FONT]
    [FONT=’Cordia New’][/FONT]
    [FONT=’Cordia New’][/FONT]
    [FONT=’Cordia New’]หากเราทำสติปัฐฐาน 4 ก็คงไม่มีเวทนาเท่าไร ไม่มีรู้สึกว่าเวลาช้า[/FONT]
    [FONT=’Cordia New’]หรือเร็ว เด็ก แก่ ก็คงไม่สำคัญเท่าไร อ่านดูแล้ว ความทรมานจาก[/FONT]
    [FONT=’Cordia New’]นรกขุมนี้ ทรมานมากไม่มีเวลาได้พักผ่อนเลย คิดดูซินะ[/FONT]
    [FONT=’Cordia New’]พวกเราอย่าเถียงกันอีกเลยนะ ทำดีเพื่อตัวเองคนรอบข้างก็ดีเอง[/FONT]
    [FONT=’Cordia New’]เสียเวลาทำไมคะ ..มาทำดีกันเป็นการรักษาพระพุทธศาสนา[/FONT]
    [FONT=’Cordia New’]และเคารพพระรัตนไตยไปในตัวด้วย ทำง่ายมาก..ที่เริ่มก็ไปเรื่อยๆ นะ[/FONT]
    [FONT=’Cordia New’]ที่ยังไม่เริ่ม ลงมือเลยค่ะ เอ้า หายใจรู้ กริยากายรู้ คิดอะไรรู้[/FONT]
    [FONT=’Cordia New’]เอาเริ่มๆๆ [/FONT]
     
    • ถูกใจ ถูกใจ x 3
    • List
  6. k.kwan

    k.kwan เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Nov 22, 2007
    Messages:
    15,900
    Ratings:
    +7,310
    เขาเตือนด้วยความหวังดี จะเลือกสิ่งใดให้ตัวเอง ก็ห้ามกันไม่ได้
    ถ้าคิดจะทำตัวเป็นโปลิศจับขโมย ก็ต้องทำตัวเองให้สะอาด ปราศจากอกุศลกรรมบท10
    ไม่ส่อเสียด ไม่พยาบาท ไม่ให้ร้าย มีใจเป็นกลาง ไม่ลุ่มหลงอยู่แต่ในโลกของตน
    มีเมตตาต่อคนอื่นรวมทั้งคู่กรณี รู้เจตนาของตน รู้ทันพฤติกรรมของตนและพวกพ้องของ
    ตนที่ร่วมสังฆกรรมอยู่ ถ้ามีใจเป็นกลางไม่ได้ มีเมตตาต่อผู้ที่ตนเกลียดชังไม่ได้
    ก็อย่าเพิ่งทำตนเป็นศาลเตี้ยไปพิพากษาใคร เพราะมีแต่เสมอตัวกับขาดทุน
    คนที่มีหน้าที่ก็ปล่อยให้เขาทำหน้าไป แต่ถ้าเกิดไม่ไว้วางใจคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องเหล่านี้
    จะแต่งตั้งตนเองเป็นผู้มีหน้าที่ทำการเพื่ออะไรก็แล้วแต่เมื่อเกิดพลิกไม่ได้เป็นไปตามที่ตนเองคิดไว้
    ก็ต้องยอมรับผลกรรมนั้น ผู้ที่สุขุม รอบคอบ มีใจเป็นกลาง ไม่มีอคตินำ
    ย่อมได้ชื่อว่าผู้เห็นตามจริง ลดการก่อเวรสร้างกรรมที่ไม่พึงประสงค์
    ลดความผิดพลาดที่เกิดจากอคติลงได้
     
    Last edited: Sep 24, 2010
    • ถูกใจ ถูกใจ x 4
    • List
  7. สับสน!

    สับสน! เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Apr 2, 2010
    Messages:
    0
    Ratings:
    +3,984
    นี่มันสำนวน..เล่าปัง เอกวีร์ นิวรณ์ ชัดเจน..? มุสาวาทาเวรมณี สิกขาปทังสมาธิยามิ..รึไม่.
     
  8. สับสน!

    สับสน! เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Apr 2, 2010
    Messages:
    0
    Ratings:
    +3,984
    โอ้โฮ...ทำบ้างนะที่โพสต์นี่ เห็นมาเกือบปีแล้ว จะรออนุโมทนาครับ..!:':)'(
     
  9. หลบภัย

    หลบภัย เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Jun 15, 2009
    Messages:
    2,207
    Ratings:
    +3,123
    หลบภัยไม่ได้มาแก้ตัว
    แต่อยากจะบอกพี่สับสน หากเราเห็นธรรม ก็จะไม่ขัดแย้งกันธรรมก็จะเหมือน กัน
    สิ่งที่หลบภัยกล่าว มันออกมาจากใจ ขอพระรัตนไตย และแม่ธรณีเป็นพยาน
     
    • ถูกใจ ถูกใจ x 3
    • List
  10. k.kwan

    k.kwan เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Nov 22, 2007
    Messages:
    15,900
    Ratings:
    +7,310
    มีแต่เสมอตัวกับขาดทุน

    บางทีนะ ตัวเองขาดทุนไม่พอ พาลูกและครอบครัวขาดทุนอีกด้วย ก็มีนะ

    เวรรกรรม
     
    • ถูกใจ ถูกใจ x 3
    • List
  11. k.kwan

    k.kwan เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Nov 22, 2007
    Messages:
    15,900
    Ratings:
    +7,310
    ความฝันของพระเจ้าปเสนทิโกศล และคำทำนายของพระพุทธเจ้า
    ...
    16. ทรงฝันว่า ฝูงแกะพากันไล่กวดฝูงเสือเหลือง และกัดกิน ทำให้เสืออื่นๆ สะดุ้งกลัว จนต้องหนีไปแอบซ่อนตัวจากฝูงแกะ
    - ทรงทำนายว่าต่อไปภายหน้า คนชั่ว หรือคนที่ไม่ดีจะเรืองอำนาจ และใช้อำนาจเป็นธรรม ทำให้คนดีถูกทำร้าย หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องหลบหนี ซ่อนตัวจากภัยร้ายเหล่านี้ เหมือนเสือซ่อนตัวจากแกะ

    http://palungjit.org/threads/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%A8%E0%B8%A5-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87-16-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3.181464/<!-- google_ad_section_end -->
     
    • ถูกใจ ถูกใจ x 3
    • List
  12. วิษณุ12

    วิษณุ12 เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Oct 26, 2008
    Messages:
    5,337
    Ratings:
    +6,850
    งั้นอยู่ที่พี่เกิดแล้วกันครับ ตามสะบายละกันครับ
     
    • ถูกใจ ถูกใจ x 2
    • List
  13. สุรีย์บุตร

    สุรีย์บุตร https://youtu.be/8qf8khXqUjU

    Joined:
    May 26, 2006
    Messages:
    1,559
    Ratings:
    +2,122
    เรียกเขาหนูไม่ถูกต้องตามสมมุตินะ เพราะหนูหลบภัยเขาแก่กว่าคุณละ

    อารายยยย 22เองหรอ งั้นเพื่อให้ถูกต้องตามสมมุติเราต้องเรียกคุณว่า
    อ้ายน้องเอ๊ยซะแล้วสิ

    แซวเล่นอย่าไปจริงจังนะอ้ายน้องเอ๊ย อิอิ (k)(k)
     
    • ถูกใจ ถูกใจ x 2
    • List
  14. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Oct 3, 2006
    Messages:
    7,917
    Ratings:
    +9,182
    เดี๋ยวจะวิเคราะห์ให้ฟัง พูดกันตรงๆก็คือ จขกท กำลังจะบอกว่า พวกที่ไปตำหนิ หลวงพ่อ ป ม (เอ่ยชื่อไม่ได้เดี๋ยวโดนฟ้องหมิ่นประมาท) นั้นกำลังจะก่อนอนันตริยกรรม

    ผมขอพูดดังนี้ว่า การก่ออนันตริยกรรมได้ นั้นคือ ผู้ที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีเลย ยกตัวอย่างเช่น การฆ่าบิดา มารดา พระอรหันต์ ทำให้พระพุทธเจ้ามีบาดแผล หรือ การทำให้สงฆ์แตกแยก การกระทำเหล่านี้นั้น ผู้กระทำจะต้องเป็นผู้ที่มีบารมีในทางชั่วมาก เพราะว่า คนธรรมดาเขาไม่มีเจตนาจะทำเรื่องแบบนั้นกัน แม้ชั่วธรรมดาเขาก็ไม่มีเจตนาจะทำแบบนั้นกัน ต้องอภิมหาชั่ว เข้าสิงจิต จึงจะลงมือ คิดและกระทำได้สำเร็จ
    ทีนี้ สังฆเภท นี้ชั่วอย่างไร การทำให้สงฆ์แตกแยก นี้ คือ การที่เราไม่พูดกันในเรื่อง เหตุผล แต่ไปยุแยง ด้วยความหมั่นไส้ ให้เกิดการแตกแยก ไม่เคารพ ในพระวินัย เอาแต่ความรู้สึกตนเป็นที่ตั้ง (เช่น การใส่ร้ายป้ายสี ยุยงให้คนเกลียดอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่มีเหตุผล) ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้ผมคิดว่า ผู้ที่กำลังจะก่ออนันตริยกรรม ไม่ใช่พวกที่ กำลังดำเนินการ ร้องเรียนไม่ แต่กลับกลายเป็น ผู้ที่สนับสนุนความไม่มีวินัยต่างหาก นั้นแหละกำลังจะก่ออนันตริยกรรม เพราะพูดในสิ่งที่ไม่เป็นธรรม และ ไม่ฟังเหตุผล เอาแต่ความรู้สึกเป็นที่ตั้ง
    การกระทำใดๆ ของฝ่ายร้องเรียน ล้วนทำไปด้วยการมีเหตุมีผล ทั้งนั้น เช่น การตั้งข้อสังเกตุ เรื่องการถือบัญชี ก็เป็นจริง
    การตั้งข้อสังเกตุ เรื่องการไม่เคารพในพระวินัยก็จริง การตั้งข้อสังเกตุในการอ้าง ครูบาอาจารย์ก็จริง การตั้งตนเป็นเจ้าสำนักทั้งๆที่ยังอ่อนพรรษา ก็จริง
    ผมจึงมองว่า เรื่องการดำเนินการร้องเรียนนี้ (ถึงแม้ว่าผมจะไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะเป็นการสร้างภาระให้กับตนเองโดยไม่จำเป็น และ เป็นการต่อความยาวสาวความยืด ) เป็นสิ่งที่ทำไป ด้วยเหตุผล และ หลักการ ไม่ได้เป็น การกระทำที่ประสงค์จะให้สงฆ์ แตกแยก เพราะว่า ถ้าเช่นนั้นแล้ว การโต้แย้งกันเพื่อหาสิ่งถูกต้อง ก็จะกลายเป็น การทำสังฆเภทไปเสียทั้งหมด เพราะว่า มันต้องมีฝักมีฝ่ายในความเห็น เป็นเรื่องปกติ
     
    • ถูกใจ ถูกใจ x 5
    • List
  15. อภิราม

    อภิราม เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Aug 9, 2010
    Messages:
    532
    Ratings:
    +9,005
    ขอ อนุโมทนากับท่านทั้งหลาย ที่เผยแพร่คำสั่งสอนจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านด้วยครับ

    ตามความคิดของผม คิดว่า ธรรมที่ท่านทั้งหลายถกเถียงกันอยู่นี้ เป็นเพียงแค่ธรรมฝ่ายโลกียะเท่านั้น
    ธรรมฝ่ายโลกียะ คือ มีผิด มีถูก มีเหตุ มีผล มีได้ มีเสีย มีชนะ มีแพ้ เป็นความรู้ที่เปลี่ยนแปลงได้ เป็นต้น

    ธรรมที่ท่านทั้งหลายถกเถียงกันนั้น
    ในปัจจุบันท่านอาจจะมองธรรมนั้นว่าไม่ถูกต้อง แต่ในกาลต่อไปท่านอาจมองธรรมนั้นว่าถูกต้อง ก็ได้

    นี่แหละคือธรรมฝ่ายโลกียะ อันเกิดจาก "สัญญา" ของแต่ละท่าน
    หรือหากเกิดจากการปฏิบัติ ท่านก็ไม่อาจทราบได้ว่าท่านปฏิบัติถูกหรือว่าปฏิบัติไม่ถูก

    เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าธรรมฝ่ายโลกียะ เราควรที่จะศึกษาไว้เท่านั้น ศึกษาเพื่อให้เกิด "อุเบกขา"
    เมื่อเราศึกษาจนเกิดอุเบกขาขึ้นแล้ว เราก็ไม่ต้องถกเถียงกันว่าธรรมจากใครถูกจากใครไม่ถูก

    แต่ธรรมที่ท่านทั้งหลายควรศึกษาและนำไปปฏิบัติคือ ธรรมที่เป็นโลกุตระ
    ธรรมที่เป็นโลกุตระ คือ รู้ว่าง รู้โปร่ง รู้หยุด รู้นิ่ง รู้สงบ รู้แจ้งประจักษ์ชัด รู้อยู่กับตัว เป็นต้น

    ธรรมฝ่ายโลกุตระจะเกิดขึ้นได้จากการศึกษาแล้วนำไปปฏิบัติเท่านั้น
    เป็นธรรมที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ท่านได้แนะนำสั่งสอนแก่พวกเราไว้แล้ว
    เป็นธรรมที่เกิดขึ้นจริงตามธรรมชาติ จึงไม่มีข้อโต้แย้งถกเถียงใดๆ
    สามารถรู้ได้จากการนำไปปฏิบัติครับ

    _________________
    สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นคือทุกข์
     
    Last edited: Sep 24, 2010
    • ถูกใจ ถูกใจ x 4
    • List
  16. หลบภัย

    หลบภัย เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Jun 15, 2009
    Messages:
    2,207
    Ratings:
    +3,123
    พี่หลบขอเรียก หนูสับสนแระกาน อย่าดื้อนะหนู
    หนูสับสนจ๊ะ
     
    • ถูกใจ ถูกใจ x 3
    • List
  17. k.kwan

    k.kwan เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Nov 22, 2007
    Messages:
    15,900
    Ratings:
    +7,310
    การมีสติ ยับยั้งชั่งใจ งดเว้น การกระทำอกุศลกรรมบท10 ทางกายวาจาใจ
    เป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วไป

    การก่อเวรก่อกรรม ทำตามความคิดและทิฏฐิที่ตนเชื่อว่าถูกต้องตามคติความเชื่อและ
    มุมมองของตนเอง เป็นปกติของคน เพราะเห็นกันได้เป็นปกติ

    ทางแห่งความประมาทจึงเป็นปกติของคน
    ทางแห่งความไม่ประมาท สุขุม รอบคอบ มีเหตุผล อยู่เหนืออารมณ์ จึงเป็นปกติของบัณฑิตผู้รู้

    อกุศลกรรมบถ 10 ทางอันเป็นทางนำไปสู่ความเสื่อม ความทุกข์

    1. ทำร้ายสิ่งมีชีวิต ฆ่าสัตว์
    2. ขโมย ลักทรัพย์ ฉ้อโกง
    3. ประพฤติผิดในกาม
    4. โกหก หลอกลวง
    5. พูดส่อเสียด ดูถูก
    6. พูดหยาบ
    7. พูดเพ้อเจ้อ นินทา
    8. เพ่งเล็งอยากได้ของเขา
    9. คิดร้ายผู้อื่น ผูกพยาบาท
    10. เห็นผิดจากความจริง เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

    และเป็นปกติเช่นกันที่จะไม่เห็นความผิดปกติในตนเอง เราจึงเห็นตนเองทำผิดได้ยาก แต่เห็นผู้อื่นทำผิดได้ง่าย
    ตามความเป็นจริงคือผู้อื่นทำผิดเราเห็นได้ง่าย แต่ตัวเองทำผิดมักจะมองไม่เห็น
    จึงเป็นปัญหาของคน ทำให้คนเห็นผิดเป็นถูก เห็นกงจักรเป็นดอกบัวได้ง่าย เพราะไม่เห็นความผิด
    ในตนเอง
     
    Last edited: Sep 24, 2010
    • ถูกใจ ถูกใจ x 4
    • List
  18. kengkenny

    kengkenny เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Dec 2, 2008
    Messages:
    2,878
    Ratings:
    +2,500
    เพราะว่ายังไม่แน่ชัดในความเป็นจริงไง จึงไม่รู้ว่าทำแล้วถูกหรือผิดกันแน่ แต่ที่แน่ๆคำว่าอุเบกขา ไม่ใช่เพราะว่าเมื่อคนมาว่าเรานั้นให้วางอุเบกขา แต่หมายถึงอุเบกขาในอันที่จะไม่ตอบโต้คิดพิจารณาในสิ่งที่เขาว่านั้นมันจริงเท็จประการใด จึงเรียกว่า อุเบกขา และการไม่ส่งเสริมคนทำชั่วให้ทำชั่วนั้นดีที่สุด แต่ไอ้การจะรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่วนั้นก็ตามแต่บุญวาสนาและบุพกรรมที่สร้างไว้ ก็ว่าเขาไม่ได้ แต่จะต้องรู้จักหยุดส่งเสริมในสิ่งที่ไม่ควรจะเป็นเช่น อยากให้ประเทศไทยสงบ แต่กลับมีการแยกฝักแยกฝ่าย นั่นเพราะยังมีการส่งเสริมกันอยู่ไม่ว่าด้านใด ก็ไม่เห็นว่าจะเกิดประโยชน์ เรื่องของพระก็เหมือนกันถ้าท่านผิดก็ควรพิจารณาและไม่ส่งเสริม เมื่อไม่ส่งเสริม ก็เสื่อมลาภ เมื่อเสื่อมลาภก็เสื่อมราศี เมื่อเสื่อมราศี ก็หมดสภาพไปเอง ไม่ต้องทำอะไร และสิ่งที่ทำยากที่สุดคือ แล้วทำไมถึงไม่รู้ว่าอย่างไหนควรส่งเสริมอย่างไหนไม่ควรส่งเสริม อย่าคิดว่าพระธรรมทั้งหลายถ้าเพียงท่องบ่นเท่านั้นจะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้ ต้องพิจารณาให้มากๆ เพราะหากหลงไปอยู่ทางใด ส่งเสริมทางไหนก็ตามที่มีเป้าหมายเพื่อทำลาย ไม่ใช่เพื่อแก้ไข มันก็จะทำให้ทุกสิ่งนั้นแย่ลง สิ่งแรกต้องมองหาว่า สิ่งไหนกันแน่เรียกว่า ถูกต้องตามครรลอง ตามธรรมของพระศาสดา สิ่งไหนไม่ถูกต้อง เมื่อไม่ถูกต้อง ก็อย่าไปส่งเสริม ไม่ว่ากล่าว ไม่ด่า ไม่ตำหนิ ไม่ใช่ว่าหมายถึงปล่อยให้มันพังลง แต่ที่ไม่ทำเช่นนั้น ก็หมายถึงไม่ไปส่งเสริมให้เขาเห็นว่าการทำความชั่วทั้งหลายนั้นถูกต้อง ถ้าเป็นพระ ก็ไม่ไปทำบุญ ไม่เอ่ยถึง ไม่ประโคมข่าว เดี้ยวเรื่องราวมันก็จะจบลงไปพร้อมกับความจริงที่จะค่อยๆโผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ หากเราทุกคนศรัทธาในคำสอนของพระศาสดาของเราอันมีนามว่าพระสมณโคดมจริง เชื่อได้เลยว่ายังไงเสียกรรมที่เขากระทำก็ตกถึงแก่เขาและอาจยังส่งผลต่อไปยังครอบครัวลูกหลานและส่งต่อไปไม่สิ้นสุดหากเขายังไม่เห็นไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี
    สาธุคั๊บ
     
    • ถูกใจ ถูกใจ x 1
    • List
  19. อภิราม

    อภิราม เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Aug 9, 2010
    Messages:
    532
    Ratings:
    +9,005
    กรรม คือ การกระทำ

    หากเราเชื่อในกรรม เราก็ต้องเชื่อในผลของกรรมด้วย
    ใครทำกรรมอย่างใดไว้ ก็ต้องได้รับผลของกรรมนั้นเอง

    หากเขาทำกรรมไม่ดีไว้ แล้วกรรมไม่ดีนั้นยังไม่ส่งผล
    เราก็ไม่สามารถไปเร่งรัดให้กรรมไม่ดีที่เขาทำส่งผลให้เร็วขึ้นได้
    มันไม่ใช่หน้าที่เรา สิ่งที่เราทำได้คือ บอกกล่าวแก่ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบ
    หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ ไม่ใช่บอกในที่สาธารณะ บอกกับคนไหนก็ได้

    ถ้าเราบอกแก่คนที่ไม่มีอำนาจตัดสิน ก็เป็นแค่บอกความทุกข์ให้เขารู้เท่านั้น
    บอกไปเขาก็แก้ไขอะไรไม่ได้ เพิ่มความทุกข์ในจิตใจคนฟังเปล่าๆ
    บอกคนธรรมดาหมื่นคน คนฟังเป็นทุกข์ไปห้าพันคน บอกไปก็เท่านั้น
    ไม่มีใครแก้ไขอะไรได้ สู้ไปบอกคนมีอำนาจมีหน้าที่แก้ไขได้ คนเดียวยังจะดีกว่า
    บอกครั้งเดียวที่เดียว เขาตรวจสอบแล้วแก้ไข ปัญหาก็จบเลยทีเดียว

    นี่หมายถึงการบอกกล่าวในกรรมของผู้อื่น ที่ทำไม่ดีไว้
    แต่ถ้าเป็นการบอกกล่าวในกรรมที่ผู้อื่น ทำความดี ทำสิ่งที่ดีไว้
    อันนี้บอกไปเลย บอกที่ไหนก็ได้ บอกกี่คนก็ได้ บอกแล้วเราได้บุญ บอกแล้วเราสบายใจ
    บอกเท่าไหร่ก็ไม่มีเบื่อ บอกเท่าไหร่เราก็ไม่ทุกข์

    __________________
    สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นคือทุกข์
     
    Last edited: Sep 24, 2010
    • ถูกใจ ถูกใจ x 2
    • List
  20. หลบภัย

    หลบภัย เป็นที่รู้จักกันดี

    Joined:
    Jun 15, 2009
    Messages:
    2,207
    Ratings:
    +3,123
    การพูดคำหยาบคายนั้น จะต้องประกอบด้วยหลัก 3 ประการ คือ
    1. คนอื่นที่จะถูกด่า
    2. มีความคิดจะพูดคำหยาบ
    3. พูดคำหยาบออกไป
    การพูดคำหยาบคาย ท่านว่ามีโทษมากมายมหันต์ เพราะเหตุ 3 ประการ คือ
    1. คำพูดนั้นเป็นคำหยาบคาย
    2. คนที่ถูกด่าเป็นคนมีคุณธรรมมาก
    3. ผู้พูดมีกิเลสแรงกล้า
    การพูดคำหยาบคายที่ตรงกันข้ามจากเหตุ 3 ประการนี้ ท่านว่า มีโทษน้อย
    โทษของการพูดคำหยาบคายนี้ มีเรื่องเล่าเป็นอุทาหรณ์ว่า
    พระราชกุมารทรงพระนามว่าวิฑูฑภะ เป็นโอรสของพระเจ้าปเสนทิโกศล กับนางวาสภขัตติยา ชาวศากยะ ซึ่งเป็นลูกที่เกิดจากพระเจ้ามหานามะกับนางทาสี
    เมื่อทรงพระเยาว์ พระเจ้าวิฑูฑภะ ต้องการจะไปเยี่ยมสกุลพระเจ้าตา พระนางไม่อาจขัดใจได้ จึงส่งข่าวไปให้พระเจ้ามหานามะทราบ
    ในวันที่วิฑูฑภราชกุมารไปถึงเมืองกบิลพัสดุ์ พวกศากยะให้พระกุมารที่มีอายุน้อยกว่าเสด็จออกประพาสป่าหมด วิฑูฑภราชกุมารต้องเป็นผู้ไหว้พวกศากยะฝ่ายเดียว
    พอสมควรแก่เวลา วิฑูฑภราชกุมารจึงเดินทางกลับ พอไปได้สักระยะ มหาดเล็กคนหนึ่งลืมของไว้ จึงกลับไปเอา พบพวกศากยะกำลังเอาน้ำนมล้างที่นั่ง ซึ่งวิฑูฑภราชกุมารนั่ง ปากก็ด่าว่า "ล้างเสนียดจัญไรที่ลูกนางทาสีนั่ง" มหาดเล็กจึงนำความนั้นมาทูลพระราชกุมาร ทำให้พระราชกุมารโกรธมาก ผูกพยาบาทว่า "วันนี้ พวกศากยะเอาน้ำนมล้างที่นั่งไปก่อน ภายหน้าเมื่อเราได้ครองราชย์ จะเอาเลือดในลำคอของพวกนั้นล้างท้องพระโรงให้ได้"
    หลังจากวิฑูฑภราชกุมาร ได้ครองราชย์แล้ว จึงยกกองทัพมาฆ่าพวกศากยะจนหมดสิ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กที่ยังดื่มนม สกุลของพวกเจ้าศากยะได้ถูกพระเจ้าวิฑูฑภะทำลายจนหมดสิ้น เพราะการกล่าวคำหยาบด่าว่าผู้อื่นด้วยจิตใจที่หยาบคาย
    ดังนั้น จึงไม่ควรพูดคำหยาบ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
     
    • ถูกใจ ถูกใจ x 4
    • List
Thread Status:
Not open for further replies.

Share This Page

Loading...